|
|
 |
| ป้อมพระจุลจอมเกล้า |
ป้อมผีเสื้อสมุทร |
ป้อมปราการนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ในอดีตข้าศึกจะรุกราน
ประเทศไทยก็มักจะนั่งเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชกาลพระ-
บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการถึง 24 ป้อม เพื่อติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้กับ
เรือข้าศึกที่รุกราน มีดังนี้
1. ป้อมวิทยาคม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2326 ตั้งอยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอพระประแดงในปัจจุบัน
2. ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ตั้งอยู่ในบริเวณสถานพยาบาลพระแดงในปัจจุบัน ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
3. ป้อมปีศาจสิง ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับปู่เจ้าสมิงพราย ไม่พบหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด
4. ป้อมราหูจร ตั้งอยู่แนวเดียวกับป้อมปีศาจสิง
5. ป้อมแผลงไฟฟ้า ตั้งอยู่ในเขต อ. พระประแดง
6. ป้อมสังหาร ตั้งอยู่บริเวณสถานีตำรวจภูธรพระประแดงในปัจจุบัน
7. ป้อมศัตรูพินาศ ตั้งอยู่หลังสำนักงานเทศบาลเมืองพระประแดง
8. ป้อมพระจันทร์ พระอาทิตย์ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
9. ป้อมเพชรหึง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนอำนวยวิทย์
10. ป้อมจักรกรด ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
11. ป้อมประโคนชัย สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณปากครองปากน้ำ
12. ป้อมนารายณ์ปราบศึก ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
13. ป้อมกายสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณ อ. เมืองฯ ในปัจจุบัน
14. ป้อมผีเสื้อสมุทร สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่สร้างสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่บนเกาะกลางน้ำ ปัจจุบันยังอยู่
15. ป้อมนาคราช อยู่ในเขตโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์
16. ป้อมพระกาฬ ไม่มีซากปรากฏให้เห็น
17. ป้อมปราการ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งอยู่ในตลาดปากน้ำในปัจจุบัน
18. ป้อมตรีเพชร ตั้งอยู่ ต. บางนาเกร็ง ปัจจุบันรื้อถอนหมดแล้ว
19. ป้อมปีกกา ตั้งอยู่ที่ ถ. ท้ายบ้าน เป็นบ้านพักและเก็บพัสดุของเทศบาลเมืองสมุทรปราการ
20. ป้อมคงกระพัน ตั้งอยู่ที่ปากคลองบางปลากด
21.ป้อมนารายณ์กางกร ไม่มีซากให้เห็น
22.ป้อมพับสมุทร ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมนาคราช
23.ป้อมเสือซ่อนเล็บ ตั้งอยู่ที่ตำบลมหาวงษ์ บริเวณโรงเรียนนายเรือ
24.ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า
ถึงแม้ป้อมทุกป้อมมีประวัติศาสตร์ความเป็นมา น่าสนใจทั้งในด้านยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ และ เป็นโบราณสถาน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าส่วนใหญ่ได้ถูกรื้อถอนออกจนหมดเพื่อใช้บริเวณของป้อมเป็นที่ก่อสร้างสิ่ง ที่เป็นอย่างอื่นขึ้นมาแทน ป้อมบางแห่งมีให้เห็นเพียงซากกำแพงเก่าๆ เท่านั้นและบางแห่งไม่มีแม้แต่ซากให้เห็นเลย ป้อมที่หลงเหลือให้เห็นสมบูรณ์ที่สุดซึ่งมีทั้งส่วนที่สร้างเป็นป้อมและเป็นปืนใหญ่ คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ซึ่ง ปัจจุบันกองทัพเรือได้ปรับปรุงให้เป็นที่ท่องเที่ยว ป้อมอีกแห่งหนึ่งที่คนมาเยือนสมุทรปราการมักจะไปชม คือ ป้อม แผลงไฟฟ้า เพราะนอกจากเดินทางสะดวก แล้วทางเทศบาลเมืองพระประแดงยัง ได้ปรับปรุง ให ้เป็นสถานที่ พักผ่อน ของประชาชน ที่สำคัญ คือ ยังมีตัวป้อมและปืนใหญ่ให้ชมเกือบสมบูรณ์ใกล้เคียงกับป้อมพระจุลจอมเกล้าด้วย
กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ.๑๑๒112 (พ.ศ. ๒๔๓๖)
สาเหตุของสงคราม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสได้ญวน และเขมร ส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นจึงเจราจากับไทยว่าดินแดนลาวทางฝั่ง ตะวันออกของแม่น้ำโขงซึ่งตกเป็นเมืองขึ้น ของไทยมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ได้เป็นเมืองขึ้นของญวนและเขมรตกเป็นเมือง ขึ้นของฝรั่งเศส ดินแดนเหล่านั้นก็ควรเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วย ฝ่ายไทยขอให้ฝรั่งเศสแสดงหลักฐาน ประกอบข้อที่อ้างว่า ดินแดนเหล่านั้นเป็นของญวน และเขมร ฝรั่งเศสไม่พอใจ ในที่สุดไทยกับฝรั่งเศส ก็เกิดกระทบกระทั่งกันขึ้น และเป็นสาเหตุต่อสู้กันตามฝั่งแม่น้ำโขงทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับ ฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.๑๑๒
เมื่อฝรั่งเศสได้ส่งเรือลูแตง (Lutin) เข้ามาตรึงกำลังอยู่ในลำแม่น้ำเจ้าพระยาโดยจอดอยู่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสเพื่อที่จะใช้เป็นกำลังบีบบังคับไทย ในระหว่างนี้ทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ก็ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยยอมรับ เขตแดนญวนว่าจรดถึงฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไทยคัดค้านและเต็มใจที่จะนำข้อที่เป็นปัญหากันอยุ่นี้เสนอ ให้อนุญาตให้ ตุลาการวินิจฉัย และรัฐบาลไทยเห็นว่าควรเขิญสหรัฐอเมริกามาเป็นผู้ตัดสิน แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธและจะไม่ยอมถอน เรือรบด้วยถ้าไทยไม่ยอมตามที่ขอร้อง ไทยรู้สึกว่าฝรั่งเศสได้ดำเนินการข่มขู่บังคับยิ่งขึ้น จึงได้ดำเนินการติดต่อ ทางการทูตกับอังกฤษและจัดเตรียมการป้องกันทางปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อรับสถานการณ์ที่จะบังเกิดขึ้น อังกฤษได้ ทราบว่าฝรั่งเศสได้สั่งเคลื่อนกำลังทางเรือมารวมกันอยู่ที่ไซง่อน และมีเสียงลือว่าฝรั่งเศสจะส่งกองเรือเข้ามารุกรานไทย ทั้งฝ่ายไทยก็ได้เตรียมกำลังป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา โดยเอาเรือมาจมขวางไว้ที่ปากน้ำ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปทำให้เกิด ความวิตกกังวลในวงการค้าทั่วไป อังกฤษจึงส่งเรือรบเข้ามาในประเทศไทยเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ของคนชาติอังกฤษ เมื่อฝรั่งเศสได้ทราบข่าวว่าอังกฤษได้จัดส่งเรือรบเข้ามาเพิ่มเติมในน่านน้ำไทยมีท่าที่ไปในทางเสริม กำลังใจให้แก่ฝ่ายไทย ซึ่งขอให้รัฐบาลส่งเรือรบมาสมทบอีก ๒ ลำคือเรือโคเมทและเรือแองคองสตังค์ ไทยตอบขัดข้อง และอ้างว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถจะยอมให้ประเทศใดๆ ส่งเรือรบเข้ามาจอดในลำแม่น้ำมากกว่าประเทศละหนึ่งลำขึ้นไป ในที่สุดทั้งเรือรบอังกฤษและฝรั่งเศสได้ตกลงจะจอดที่สันดอน แต่จะเนื่องด้วยกลวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ เรือรบ ฝรั่งเศสทั้งสองลำ จึงดื้อแล่นเลยข้ามสันดอนเข้ามาซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการสู้รบกันขึ้นที่ปากน้ำเจ้าพระยา
 |
 |
เหตุการณ์ในการรบ
ในวันที่ ๑๓ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) เวลา ๑๘.๐๕ น. กองเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำประกอบด้วย เรือแองกองสตังค์ และเรือโคเมท โดยมีเรือสินค้าฝรั่งเศสชื่อเยเบเซย์ เป็นเรือนำร่องได้แล่นกระบวนเรียงตามกัน ระยะต่อระหว่างลำ ๔๐๐ เมตร ผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาด้วยความเร็ว ๑๐ น๊อต เวลา ๑๘.๓๐ น. ผ่านทุ่นดำก่อนจึงถึงจุดเลี้ยวตรงเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะห่างจากป้อมพระจุลจอมเกล้าประมาณ ๔,๐๐๐ เมตร ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ทำการยิงด้วยนัดดินเปล่า 2 นัด เพื่อเป็นการเตือนให้เรือรบผรั่งเศสหยุด เรือรบฝรั่งเศสคง แล่นต่อมา ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้ทำการยิงด้วยกระสุนจริง ข้ามหัวเรือไป 2 นัด เรือแองกองสตังต์ได้ลด ความเร็วลงทำทีเหมือนจะหยุด พอเรือโคเมทตามขึ้นมาทันประมาณเวลา 18.35 น. เรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำ ได้ทำการยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าและแล่นตามร่องน้ำขึ้นมา ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะค่ำ ปืนป้อมพระจุล จอมเกล้าได้ทำการยิงต่อสู้ทุกกระบอกอย่างเต็มที่ และเรือรบไทยก็ได้เข้าร่วมในการรบด้วย ปรากฏว่าเรือ เย เบ เซย์ ของฝรั่งเศสถูกกระสุน เรือทะลุ น้ำเข้าเรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ต้องแล่นไปเกยตื้นขอบขวาของร่อง เรือแองกองสตังต์ถูกกระสุน 1 นัด บนดาดฟ้าทะลุไปออกทางกราบขวา หลักเดวิดหักสะบั้น พันจ่าช่างไม้ประจำเรือตาย เวลา 18.43 น. เรือรบฝรั่งเศสได้แล่นมาถึงจุดเลี้ยวตรงแม่น้ำ ขณะนั้นการยิงต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปและรุ่นแรงยิ่งขึ้น จนถึงเสลาที่เรือรบฝรั่งเศสได้ขึ้นมาถึงและทำการต่อสู้กับเรือรบไทยที่จอดทำหน้าที่ขัดขวางการตีฝ่าเข้ามานั้น การยิงของป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้หยุดลง เวลา 18.50 น. เรือแองกองสตังต์ได้ผ่านขึ้นมาถึงแนวทุ่นระเบิดในบังคับ นายทหารเรือฝ่ายไทยได้บังคับให้ทุ่นระเบิดขึ้นลูกหนึ่งห่างประมาณ 30-40 หลา แต่ไม่ได้ทำอันตรายแก่เรือแต่อย่างใด กองเรือรบฝรั่งเศสผ่านขึ้นมาถึงแนวเรือรบฝ่ายไทย ขณะนั้นเรือรบไทยทุกลำได้ทำการยิงต่อสู้ขัดขวางอย่างเต็มที่ จนถึงขั้นเกิดการรบประชิด กระสุนนัดที่ 5 ของเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ถูกเรือแองกองสตังค์ที่กราบขวา เรือแองกองสตังค์ เลี้ยวเข้าหาตั้งใจจะชนเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ให้จม ขณะนั้นระยะห่างกันไม่ถึง 200 เมตร เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์หันหลบ แต่ก็ยังกระทบกัน ทำให้เสาธงหักและเรือเล็กเสียหายลำหนึ่ง ขณะผ่านแนวเรือรบไทยในระยะใกล้นี้เรือรบฝรั่งเศส ได้ระดมยิงกระหน่ำด้วยปืนลูกโม่และปืนเล็กอื่นฯ ไปยังเรือรบไทยตลอดเวลาจนผ่านพ้นแนวเรือรบฝ่ายไทยขึ้นไป เวลา 19.10 น. เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในรัศมีของป้อมผีเสื้อสมุทรและได้เกิดการยิงสู้กันขึ้น แต่เนื่องจากเป็น เวลาค่ำ การยิงของป้อมจึงไม่เกิดผลแต่อย่างใด เรือรบผรั่งเศสแล่นต่อไปและไปจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสในคืนวันเดียวกันนั้นเอง
การติดตามทำลายภายหลังการรบ
เมื่อเรือรบฝรั่งเศสผ่านไปแล้ว พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผู้ปัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์นำเรือไปยังสมุทรปราการ รอสมทบกับเรือมกุฎราชกุมาร แล้วจึงแล่นด้วยความเร็วเต็มที่ ไปตามลำแม่น้ำเข้าชนเรือข้าศึกให้จม และให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งจอดอยู่ที่ราชวรดิษฐ์กรุงเทพฯ ลงมาร่วมชน เรือรบฝรั่งเศสด้วย ซึ่งในการรบค่ำมืดเช่นนี้ ฝ่ายไทยมีโชคในการทำลายเรือรบฝรั่งเศสได้ดีและความมืดจะเป็น อุปสรรคทำให้การยิงปืนของเรือรบฝรั่งเศสไม่ได้ผล แต่แผนการนี้ไม่ได้รับพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่โตถึงประเทศไทยอาจต้องเสียเอกราชไปในที่สุด เพราะประเทศไทยไม่สามารถที่จะสู้รบกับประเทศมหาอำนาจโดยลำพังได้พระองค์จึงทรงยอมเสียสละดินแดน ส่วนน้อยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ของไทยเอาไว้
เปรียบเทียบกำลังรบ
ฝรั่งเศสอ้างว่าในการสูรบกันครั้งนั้นฝ่ายไทยมีกำลังเหนือกว่า ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ในจำนวนเรือ 5 ลำที่ฝ่ายไทยจัดไปตั้งรับเรือรบที่ปากน้ำเจ้าพระยามีเรือที่เป็นเรือรบเพียง 2 ลำเท่านั้น คือเรือมกุฏราชกุมารและเรือ มูรธาวสิตสวัสดิ์ซึ่งเป็นเรือที่เล็กกว่าเรือรบฝรั่งเศสและอาวุธประจำเรือก็เป็นแบบโบราณ บรรจุปากกระบอกยิงได้ช้า ส่วนเรือรบ 2 ลำของฝรั่งเศสมีปืนประจำเรือแบบใ หม่ บรรจุท้ายยิงได้เร็วและอำนาจในการยิงผิดกันมากมาย ส่วนเรืออีก 3 ลำของไทย คือเรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี และเรือทูลกระหม่อม ไม่ใช่เรือรบโดยแท้จริงและเป็นเรือขนาดเล็ก เอาปืนโบราณใส่ลงในเรือไม่มีคุณค่าในการรบแต่อย่างใด ใช้เป็นกำบังต้านทานในแนวหลัง เนื่องจากประเทศไทยเป็น ประเทศเล็ก ไม่มีเรือรบที่คุณภาพในทางยุทธวิธีอย่างแท้จริง มีอะไรพอจะใช้ได้ก็เอามาใช้รบตามอัตภาพของตนเพื่อ ให้เกิดความเสียหายแก่ข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้
ส่วนป้อมพระจุลจอมเกล้านั้น มีปืนบรรจุท้ายขนาด 6 นิ้ว นับว่าเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา ในขั้นแรกก็เป็นการยิงเตือนห้ามไม่ให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้ามา เมื่อเห็นว่าเรือรบฝรั่งเศสยังคงดื้อห้ามไม่ฟัง จึงได้ทำการ ยิงจริงโดยหมายยิงให้ถูกเรือรบฝรั่งเศส มีเวลาทำการยิงได้ไม่เกิน 10 นาที แม้กระนั้นก็ยังยิงถูกเรือ เย เบ เซย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องแล่นไปเกยตื้น การรบในระยะกระชั้นชิดกับเรือรบไทย ปืนกลและปืนเล็กยาว ทำการยิงได้ผลกว่าปืนใหญ่ เรือรบฝรั่งเศลได้เปรียบฝ่ายไทยเพราะมีปืนกลติดตั้งบนหอรบของเสา ซึ่งอยู่ในที่สูง และมีมุมยิงได้ทั่วไป
ความเสียหายภายหลังการรบ
ฝ่ายฝรั่งเศส
เรือ เย เบ เซย์ ถูกยิง 2 นัด มีรูทะลุน้ำเข้าเรือจึงต้องแล่นไปเกยตื้น ไม่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บล้มตาย
เรือแองกองสตังค์ ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมีรอยกระสุนปืนใหญ่หลายแห่ง หลักเดวิดเรือโบตหัก ทหารตาย 1 คน บาดเจ็บ 2 คน
เรือโคเมต ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมี รอยกระสุนปืนใหญ่ 2 นัด กระจกสะพานเดินเรือแตก เรือเล็กเสียหาย 2 ลำ ทหารตาย 2 คนบาดเจ็บ 1 คน
ฝ่ายไทย
เรือมกุฎราชกุมาร ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่หัวเรือ เครือ่งกว้านสมอชำรุดใช้การไม่ ได้ถูกกระสุนปืน ใหญ่เล็กจำนวนมาก
เรือมุรธาวสิตสวัสดิ์ ถูกกระสุนปืนใหญ่ 2 นัดที่ข้างเรือกราบซ้ายตรงห้องเครื่องจักร ส่วนบนของเรือ ถูกกระสุนปืนเล็กจำนวนมาก
เรือหาญหักสัตรู ถูกยิงที่ท้ายเรือมีช่องโหว่
เรือทูลกระหม่อม ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่ตัวเรือ
ป้อมพระจุลจอมเกล้า ไม่ได้รับความเสียหาย
ป้อมผีเสื้อสมุทร บริเวณหลุมปืนถูกยิงแต่ไม่เสียหายมาก
ฝรั่งเศสยื่นคำขาด
ให้เคารพสิทธิของญวนและเขมรเหนือดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆในลำแม่น้ำนี้
ให้ถอนกองทหารไทยที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน
ทำให้เกิความพอใจสำหรับการกระทำอันคุกคามต่างๆ ต่อเรือและทหารประจำเรือฝรั่งเศส ที่ปากน้ำเจ้าพระยาและต่อคนในบังคับฝรั่งเศส
ให้ใช้เงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวของผู้ที่ต้องเสียชีวิตและให้ลงโทษผู้กระทำผิด
ให้ใช้เงิน 2,000,000 ฟรังค์ เป็นค่าปรับในความเสียหายต่างๆ ที่เกิดแก่คนในบังคับฝรั่งเศส
ให้ใช้เงิน 3,000,000 ฟรังค์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญโดยทันที่เพื่อเป็นการมัดจำประกัน สำหรับข้อเรียกร้อง ในข้อ 4. และ 5. หรือถ้าไม่สามารถชำระก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสเก็บภาษีในเมืองพระตะบอง และเสียมราฐให้รัฐบาลไทยตอบให้ทราบภายใน 48 ชั่วโมง ว่าจะรับปฏิบัติตามนี้ได้หรือมิได้
สัญญาสงบศึกระหว่างไทยกับฝรั่งเศส 3 ตุลาคม 2436 (ร. ศ. 112 )
รัฐบาลไทยยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้น ที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตลอดจนเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น
รัฐบาลไทยจะไม่ใช้เรือและพาหนะที่ติดอาวุธเดินในลำน้ำโขง
รัฐบาลไทยจะไม่สร้างค่ายทหารในรัศมี 25 กิโลเมตร จากเขตแดนของฝรั่งเศส
ภายในเขตที่ระบุไว้ในข้อ 3 ฝ่ายไทยจะมีกำลังตำรวจไว้รักษาความสงบได้พอสมควรเท่านั้น
รัฐบาลไทยยินยอมที่จะแก้ไขสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าขายและการเดินเรือกับรัฐบาลฝรั่งเศสเสียใหม่
เพื่อความเจริญแห่งการเดินเรือในลำน้ำโขง รัฐบาลไทยยินยอมให้ฝรั่งเศสสร้างที่ท่าเรือบบนฝั่งแม่น้ำโขง
บุคคลสัญชาติหรือบังคับฝรั่งเศสมีสิทธิจะทำการค้าได้โดยสะดวกในเขตที่ระบุในข้อ 3
รัฐบาลฝรั่งเศสจะสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งกงศุล ณ ที่ใดก็ได้
ในกรณีที่จะต้องตีตวามแห่งสัญญาฉบับนี้ ฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นจะใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาได้เพื่อที่จะให้ไทย ปฏิบัติตามสัญญาฝ่ายฝรั่งเศสได้เข้ายึดจัดหวัดจันทบุรีไว้จนกว่าฐับาลไทยจะได้ปฏิษัติตามนั้นโดยตลอด และแม้ไทยจะได้ปฏิษัติตามคำบังคับนั้นครบถ้วนทุกประการแล้ว ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมออกจากจังหวัดจันทบุรี กาลล่วงมาแล้วถึง 10 ปี ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังยึดจังหวัดจันทบุรีไว้เรื่อยไป จังหวัดจันทบุรีเป็นดินแดนสำคัญยิ่ง ในการรักษาความปลอดภัยของประเทษไทยทางด้านตะวันออก เมื่อไทยไม่มีกำลังที่จะไล่ฝั่งเศสไปจาก จังหวัดจันทบุรีได้ ก็ต้องขอแลกเปลี่ยน ฝ่ายฝรั่งเศสเรียกร้องข้ามมาเอาดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงอีก ไทยต้องเสียแคว้นหลวงพระบางเมืองมโนไพรและจำปาศักดิ์ให้ฝรั่งเศส โดยฝ่ายฝรั่งเศสอ้างว่าถ้ายกดินแดน ดังกล่าวนี้ให้แล้วจะถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรีทันที
แต่ปรากฏว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้ถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรี แล้วไปยึดจังหวัดตราดแทน เพื่อเรียกร้องต่อไปอีก การไปยึดจังหวัดตราดนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับการยึดจังหวัดจันทบุรีด้วย เพราะเกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ลงไปจนถึง เกาะกูดยังคงอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศสด้วย เพื่อให้ฝรั่งเศสไปจากจังหวัดตราด ไทยต้องเสียพระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณอีก เป็นอันว่านับแต่เกิดการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) จนถึง วันที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นวันที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากจังหวัดตราด นับเป็นเวลาถึง 14 ปี ที่ไทยเราได้ตกอยู่ในฐานะถูกบีบบังคับจากฝ่ายฝรั่งเศสเรื่อยมา และต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสมากมายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งสิทธิในความเป็นเอกราชของเราต่อไป
|