 |
 |
ในพ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ และโปรดฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาตั้ง ณ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงขนานนามว่า " กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ" ต่อมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พ.ศ. ๒๓๒๙ " องเชียงสือ" ซึ่งเป็นหลานของกษัตริย์ญวนสมัยนั้น ได้หนีภัยการเมืองเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณารับไว้ และต้อนรับให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ภายหลังองค์เชียงสือเห็นว่าตนหมดภัย ทางบ้านเกิดเมืองนอนแล้วจะทูลลากลับก็เกรงพระทัยจึงลอบลงเรือหนีไปทางปากน้ำเจ้าพระยา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาทกรม พระราชวังบวรฯ ทรงยกกองเรือตามไปแต่ไม่ทันกัน ทรงกริ้วมาก พอเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯก็ทรง กราบทูลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกถึงการหนีกลับขององค์เชียงสือ จะก่อให้เกิดอันตราย แก่ประเทศไทยภายหลัง เพราะองเชียงสือมาอยู่เมืองไทยหลายปีย่อมรู้ความตื้นลึกหนาบาง ของเมืองไทย ได้ดี ถ้าองเชียงสือเป็นศัตรูกับไทยเมื่อใดจะทำความยุ่งยากแก่การที่จะป้องกันเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มี หัวเมืองชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรงไว้ทัพข้าศึกทรงปรึกษาเห็นพ้องกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าฯ จึงโปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯลงไปสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้าง ใหม่อีกเมืองหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯรับสนองพระบรมราชโองการแล้วเสด็จมาสำรวจพื้นที่บริเวณ ปากน้ำเจ้าพระยา ทรงเห็นว่าบริเวณ " ลัดโพธิ์" (อยู่ระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ) มีชัยภูมิ เหมาะแก่ ่การสร้างเมือง จึงทรงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต แล้วมีบัญชาให้สร้างป้อมค่ายขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่ น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามอำเภอพระประแดงปัจจุบัน) ๑ ป้อม ให้ชื่อว่า " ป้อมวิทยาคม" พอดีกับพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต การสร้างเมืองจึงยังค้างอยู่ ดังนั้น เมืองพระประแดงใหม่ หรือมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นครเขื่อนขันธ์ จึงเริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั่นเอง สมัยพระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาลัยพระองค์ทรงพระราชดำริว่าที่บริเวณลัดโพธิ์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างเมืองไว้ป้องกันข้าศึกทางทะเลอีกเมืองหนึ่ง แต่ยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือ สร้างป้อมเท่านั้นการสงครามทางทะเลก็ไม่น่าไว้ใจควรต้องทำให้สำเร็จ จึงโปรดให้ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองไปทำเมืองต่อโดยตัดเอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบ้าง และแขวงเมืองสมุทรปราการบ้างรวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่แล้วพระราชทานชื่อว่า " เมืองนครเขื่อนขันธ์ " ให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี มีพวกพระยาเจ่ง ในครัวมอญของพวกพระยาเจ่งนี้มีชายฉกรรจ์จำนวน ๓๐๐ คน ลงไปอยู่ ณ เมืองนครเขื่อนขันธ์การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์นี้ ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า"การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จได้ตั้งพิธีฝัง อาถรรพ์ปักหลักเมือง ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ปีกุล สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘ ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงสร้างพระอารามขึ้นไว้ในเมืองพระราชทานนามว่า " วัดทรงธรรม" พระอุโบสถเป็นแต่เครื่องไม้ฝากระดาน แล้วจึงโปรดฯ ตั้งสมิงทอมา บุตรพระยาเจ่งซึ่งเป็นพระยาราม น้องเจ้าพระยามหาโยธาเป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม เป็นผู้รักษาเมือง และได้ตั้งกรรมการพร้อมทุกตำแหน่ง และเพื่อให้เมืองนครเขื่อนขันธ์ มีความแข็งแรงมั่นคงเพื่อป้องกัน ข้าศึกทางทะเล จึงให้สร้างป้อมทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร เมื่อรวมทั้งป้อมวิทยาคม ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๑ ด้วยก็เป็น ๔ ป้อม และให้สร้างทางฝั่งตะวันตกอีก ๕ ป้อม คือป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด และป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมทั้งหมดนี้ชักปีกกาถึงกันข้างหลังเมืองก็ทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉางตึกดิน และศาลาไว้เครื่อง ศาสตราวุธพร้อมทุกประการที่ริมแม่น้ำก็ทำ " ลูกทุ่นสายโซ่" สำหรับขึงกั้นแม่น้ำ เอาท่อนซุงมาทำเป็น ต้นโกลนร้อยเกี่ยวเข้ากระหนาบเป็นตอน ๆเข้าไปปักหลักระหว่างต้นโกลนทุกช่องร้อยโซ่ผูกทุ่นมั่นคง แข็งแรง
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดฯ ให้ขุดคลองลัดใหม่ที่เหนือ คลองลัดโพธิ์ (เป็นคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา) แต่ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปรากฎว่าพอถึงฤดูน้ำกระแสน้ำทะเลไหลบ่าเข้ามา ถึง กรุงเทพฯ ทำให้เรือกสวนไร่นาของราษฎรเสียหายมาก จึงโปรดฯให้เปิดทำนบกั้นและถมคลองลัดโพธิ์ให้ แคบลง) เรียกว่า คลองลัดหลวงโดยให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองควบคุมงานคลอง ลัดทั้งสองให้ประโยชน์ และย่นระยะทางระหว่างปากน้ำกับกรุงเทพฯได้มาก เมืองนครเขื่อนขันธ์ จึงตั้งอยู่ ระหว่างปากคลองลัดโพธิ์และคลองลัดหลวง สามัญชนนิยมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า "ปากลัด" อีกชื่อหนึ่ง และใน พ.ศ. ๒๓๖๕ ก็ได้โปรดฯให้สร้างป้อมเพชรหึง ขึ้นอีกป้อมหนึ่งในการเสริมสร้างกำลังเพื่อป้องกันราชศัตรู ทางทะเลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ทำให้มีการตั้ง และบูรณะเมืองขึ้นใหม่ทั้ง ๒ เมือง คือเมืองนครเขื่อนขันธ์ กับเมืองสมุทรปราการสาเหตุที่ทำให้ต้องบูรณะเมมืองสมุทรปราการใหม่ นั้นเนื่องจากว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงไม่ไว้วางใจญวนนัก เพราะญวนกับไทยมีเรื่อง ขัดใจกันบ่อย ๆเนื่องจากไทยกับญวนต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินเขมร เผอิญในเวลานั้น " อาต๋ากุน" ได้เป็นกษัตริย์ญวน และได้เกณฑ์ไพร่พลขุดคลองลัดตั้งต้นจากทะเลสาบเขมรมาออกทะเลที่เมือง " ไผทมาศ" หรือ " บันทายมาศ"ซึ่งปรากฎในตำนานการสร้างเมืองสมุทรปราการ พระราชพงศาวดารใน รัชกาลที่ ๒ ว่า ได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯตั้งแต่ปีเถาะ เอกศกจุลศักราช ๑๑๘๑ ว่า องต๋ากุน เจ้าเมืองเกณฑ์ ไพร่พลญวนบ้าง เขมรบ้าง ผลัดละ ๑๐,๐๐๐ คน ให้มาขุดคลองแต่ทะเลสาบมาออกเมืองไปไผทมาศเป็นคลอง กว้าง ๑๒ วา ๗ ศอก ดังนั้น จึงทำให้ทางกรุงเทพฯเห็นว่าถ้าญวนขุดคลองนี้เสร็จเมื่อใดก็จะเป็นเหตุ ให้ญวนสามารถยกทัพเรือลัดคลองนี้เข้ามา ตีหัวเมืองชายทะเลของไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อนเพราะเมือง ไผทมาศอยู่ใกล้กับหัวเมืองชายทะเล ตะวันออกของไทย จึงทรงพระราชดำริว่าเมืองสมุทรปราการเดิม เคยเป็นเมืองหน้าด่านปากน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บัดนี้ชำรุดทรุดโทรม มากประกอบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนหน้าเมืองสมุทรปราการเดิม ก็กว้างขวางมาก (ประมาณ ๒ เท่า ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน) ถ้าข้าศึกยกทัพเรือมาก็อาจเล็ดรอดหรือตีหักเมืองนี้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้ง่ายจำเป็น ที่จะต้องสถาปนาเมืองสมุทรปราการเสียใหม่ ให้มีป้อมปราการชายทะเลที่เข้มแข็งมั่นคง ไว้ป้องกัน ให้เพียงพอ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับเจ้าพระยาคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปเป็นผู้ควบคุม การก่อสร้างเมืองสมุทรปราการ การสร้างดำเนินอยู่ประมาณ ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นทั้ง ๒ ฝั่ง แม่น้ำ จำนวน ๖ ป้อมด้วยกัน ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มี ๒ ป้อม คือ ป้อมนาคราช อันเป็นป้อมปืนใหญ่ และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำ ตรงข้ามกับป้อมนาคราช (ใกล้กับที่ประดิษฐานองค์พระสมุทรเจดีย์เดี๋ยวนี้) ส่วนทางตะวันออก อันเป็นที่ตั้งที่ทำการของเมืองมี ๔ ป้อมด้วยกัน คือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ และป้อมกายสิทธิ์ ทุกป้อมชักปีกกาถึงกัน
ในการสร้างเมืองสมุทรปราการครั้งนั้นสร้างตรงที่ " บางเจ้าพระยา" คือตำบลปากน้ำในปัจจุบัน อยู่ระหว่างคลองปากน้ำกับคลองมหาวงษ์ ได้เริ่มทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๖๕ ครั้นถึงวันพุธ เวลาย่ำรุ่ง ๔ นาฬิกา ๒๔ นาที ได้ฤกษ์เอาแผ่นยันต์ทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และศิลา ลงสู่ภูมิบาทแล้วยกเสาหลักเมือง (ใกล้ตลาดโต้รุ่ง) อันเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวเมือง สมุทรปราการให้ความเคารพนับถือ เพราะถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของสมุทรปราการ สำหรับสถานที่ สำคัญที่เป็นสัญญลักษณ์ของจังหวัด สมุทรปราการ ก็คือ " พระสมุทรเจดีย์" หรือที่เรียกกันว่าเป็นสามัญทั่ว ไปว่าพระเจดีย์กลางน้ำ ในระหว่างที่การสร้างเมืองสมุทรปราการยังไม่แล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการสร้างเมืองอยู่เสมอ ในโอกาสนั้นพระองค์ได้ทอด พระเนตรเห็นหาดทรายที่เกิดขึ้นที่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ไว้เพื่อเป็น อนุสรณ์ โดยที่ทรงเห็นว่าการสร้างป้อมปราการนั้นก็เพื่อที่จะป้องกันข้าศึกศัตรู ที่จะมาย่ำยีบีทาชาติบ้านเมือง แล้ว ยังเป็นการป้องกันบวรพุทธศาสนา สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์ ให้พ้นจากอริราชไพรี ทั้งหลายแต่โดยเหตุที่ในขณะนั้น เกาะหาดทรายแห่งนี้ยังมีพื้นที่ไม่แน่นพอที่จะก่อสร้างสิ่งใดลงไปได้ ต่อเมื่อ ได้รอจนสร้างเมืองสมุทรปราการเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รีบดำเนินการถมพื้นที่เกาะทันที และให้ พระราชทานนามพระมหาเจดีย์ที่สร้างนั้นว่า " พระสมุทรเจดีย์ " เป็นการล่วงหน้าไว้ แต่การสร้างยัง ไม่ทันเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนในปีพุทธศักราช ๒๓๖๗
อนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้มีอุปฮาดเมืองนครพนมพาสมัคร พรรคพวกประมาณ ๒,๐๐๐ เศษ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ได้โปรดฯให้ทำบัญชี สำรวจชายฉกรรจ์จำนวน ๘๖๐ คน แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "ท้าวอินทสาร" (ท้าวอินทพิศาล) บุตรพระยาอุปฮาดเป็นพระยาปลัดเมืองสมุทรปราการดูแลพลพวกนั้นอยู่ที่สมุทรปราการ สมัยสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์ที่ทำให้ไทยไม่ไว้ใจญวนมากยิ่งขึ้น ทั้งเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ยกทัพมากวาดต้อนครอบครัวไทยที่นครราชสีมา ซึ่งปรากฎว่า มีวีรสตรีไทย คือ คุณหญิงโม ภริยาปลัดเมือง ได้หาอุบายต่อต้านเป็นสามารถ จนเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้ใจเกิดขึ้นเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริ ที่จะเสริมสร้างเมืองสมุทรปราการให้มั่นคงเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในพ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปอำนวยการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมปีกกา ต่อกับป้อมประโคนชัย (สร้างในรัชกาลที่ ๒) และป้อมตรีเพชร ที่ตำบลนางเกรงอยู่ทางทิศเหนือ ของเมืองสมุทรปราการ ส่วนป้อมปีกกาอยู่ทางทิศใต้
ในปีพ.ศ ๒๓๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาเดชาดิศร เมื่อครั้งดำรง พระยศเป็นกรมขุนเดชาดิศร กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเสพสุนทร และพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่น ณรงคหริรักษ์ (ในรัชกาลที่ ๑) เป็นแม่กองไปควบคุมการก่อสร้างป้อมที่สมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมนารายณ์กางกร และป้อมคงกระพัน ที่ตำบลบางปลากด
ใน พ.ศ. ๒๓๘๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปคุมการ สร้าง ป้อมนาคราช ต่อเติมจากที่สร้างในรัชกาลที่ ๒ และสร้างป้อมปีกกาพับสมุทรซึ่งเป็น ป้อมที่อยู่ ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และโปรดฯ ให้ปรับปรุงขยายป้อมผีเสื้อสมุทรที่สร้าง ไว้ที่เกาะกลางน้ำ โดยให้ขยายปีกกาต่อป้อมออกไปอีกทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังให้นำศิลาก้อนใหญ่ ๆ มาถมปิดปากอ่าว ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ๕ กอง เพราะแม่น้ำตอนนั้นกว้างขวางมาก เรือสามารถแล่นเข้ามาได้ง่าย เมื่อถมแล้ว ก็จะเป็นร่องน้ำเดินเรือโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการบังคับให้เรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก ต้องเดินตามร่องน้ำนั้น ร่องน้ำที่เกิดจากการถมหินนั้น เรียกว่า " ร่องน้ำโขลนทวาร "
ใน พ.ศ. ๒๓๙๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จมื่นไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นแม่กองไปก่อสร้างป้อมที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ๑ ป้อม เป็นป้อมขนาดใหญ่กว่าทุก ๆ ป้อมที่สร้าง มาแล้ว คือป้อมเสือซ่อนเล็บสำหรับผู้บัญชาการกองทัพให้มาประจำอยู่ที่ป้อมนี้ ป้อมเสือซ่อนเล็บอยู่ทาง ตอนเหนือของเมืองสมุทรปราการ ที่ตำบลมหาวงษ์ (บริเวณโรงเรียนนายเรือปัจจุบัน) นอกจากทรงโปรดฯ ให้สร้างและต่อเติมป้อมปราการต่าง ๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเริ่มจะดำเนินการสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้น เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเพื่อให้เป็นไปตามพระราช ประสงค์ของพระบรมชนกนาถที่ทรงพระราชดำริไว้ว่ามจะสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำหน้าเมืองสมุทรปราการ พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๓๗๐ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีธรรม โศกราช (น้อย ณ นคร) กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองควบคุมก่อสร้างสำเร็จเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑
สมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นราช สีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย ในรัชกาลที่ ๓ ต้นตระกูล ชุมสาย) เป็นนายช่าง เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขำ บุญนาค) หรือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี(บรรดาศักดิ์ ในรัชกาลที่ ๕) เป็นแม่กองควบคุมงาน พระยาอรรคนิกรและพระอมรมหาเดชควบคุมเลขทหารปืนใหญ่ และทหารปืนใหญ่เมืองสมุทรปราการ เป็นผู้ช่วยแม่กอง ทำการบูรณะดัดแปลงแก้ไขแบบและก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระสมุทรเจดีย์เป็นการใหญ่ อีกครั้งหนึ่ง
การสร้างเมืองสมุทรปราการและการสร้างป้อมปราการนับตั้งแต่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ มาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ นับเป็นเวลานานถึง ๗๐ ปีเศษ ทำให้บรรดาป้อมปราการต่าง ๆ ที่สร้างไว้แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมารุกรานได้ ประกอบกับขณะนั้นไทยมีเหตุการณ์วิวาทกับ ฝรั่งเศส ซึ่งเกี่ยวกับดินแดนทางลุ่มแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสพยายามที่จะแผ่อิทธิพลและล่าเมือง ขึ้นทางแอฟริกา และเอเชีย นอกจากนี้พระองค์ยังเห็นว่าได้มีแผ่นดินยื่นงอกออกมาไปในทะเลที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า จึงทรงมี พระราชดำริที่จะสร้างป้อมขึ้นอีกป้อมหนึ่ง ทางปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นป้อมชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าขึ้น ในบริเวณดังกล่าวซึ่งอยู่ทางฝั่งขวา ของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างเมื่อต้นปี พ.ศ ๒๔๒๗ เป็นป้อมที่ทันสมัย ผู้ที่เป็นหัวแรงสำคัญในการสร้าง ป้อมพระจุลจอมเกล้า ครั้งนั้นเป็นหน้าที่ของกรมทหารเรือโดยตรง ซึ่งมีพระนามและรายนามดังต่อไปนี้
๑. พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ
๒. พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เมื่อครั้งมียศเป็นพลเรือจัตวา รองผู้บัญชาทหารเรือ
๓. นาวาเอก พระชำนิกลการ เมื่อครั้งมียศเป็นพันตรี นายสมบุญ (บุณยกะลิน) เจ้ากรมดรงเครื่องจักร
๔. พลเรือโท พระยาวิจิตรนาวี เมื่อครั้งเป็นนายวิลเลี่ยม (บุณยกะลิน) ผู้ซึ่งสำเร็จวิชาช่างกลจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ควบคุมติดตั้งปืนใหญ่ประจำป้อม
๕. ร้อยเอก พอนโฮลด์ เป็นครูสอนวิชาการปืนใหญ่ และเป็นผู้บังคับการป้อมพระจุลฯเป็นคนแรก
อาวุธของป้อมเป็นปืนอย่างทันสมัยในเวลานั้น ขนาด ๖ นิ้ว จำนวน ๗ กระบอก สั่งซื้อจากประเทศ อังกฤษ โดยบริษัท วิคเกอร์อาร์มสตรอง เป็นปืนหลุมยกขึ้นลงได้ด้วยแรงน้ำมัน การสร้าวป้อมพระจุลจอม เกล้านี้ได้เร่งสร้างในระยะคับขันของบ้านเมืองจนแล้วเสร็จทันต่อเหตุการณ์กล่าวคือ
ดินแดนลาวฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำโขงตกเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่รัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อฝรั่งเศสได้ญวน และเขมรส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นแล้ว ฝรั่งเศสอ้างกับไทยว่า ดินแดนลาวดังกล่าวเป็นเมืองขึ้นของเขมรและญวน ฉะนั้นดินแดนลาวควรจะเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วย การเจรจาโต้แย้งกันเรื่องพรมแดนนี้เองเป็นกรณีพิพาท ร ะหว่างไทย และฝรั่งเศส ในร.ศ. ๑๑๒
ฝรั่งเศสได้ส่งเรือ "ลูแตง" เข้ามาตรึงกำลังอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยา โดยจอดอยู่หน้าสถานฑูตฝรั่งเศส เพื่อให้รัฐบาลไทยยอมรับว่าดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองของฝรั่งเศส ไทยคัดค้านอย่างเต็มที่ ดั้งนั้นในตอนเย็นของวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) เวลา ๑๘.๐๘ น. กองเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำประกอบด้วยเรือแองกองสตังค์ (Ineonstant) และเรือโคแมต (Comite) โดยการบังคับบัญชาของ นาวาโทโบรี (Bory) มีเรือสินค้าของฝรั่งเศสชื่อ เย.เบ.เชย์ (J.B.say) เป็นเรือนำร่องแล่นกระบวนเรียงตามกัน ระยะต่อระหว่างลำ ๔๐๐ เมตร ผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาด้วยความเร็ว ๑๐ น๊อต โดยมิได้รับ อนุญาตจากรัฐบาลไทย ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงทำการยิงด้วยนัดดินเปล่า ๒ นัด เพื่อเป็นการเตือนให้เรือรบ ฝรั่งเศสแล่นขับออกไป แต่เรือรบฝรั่งเศสคงแล่นเข้ามา เป็นเหตุให้ป้อมพระจุลจอมเกล้า ต้องยิงด้วยกระสุน จริงข้ามหัวเรือไป ๒ นัด เรือแองกองสตังค์ได้ลดความเร็วลงทำเหมือนจะหยุดพอเรือโคแมต ตามขึ้นมาทัน ประมาณเวลา ๑๘.๓๕ น. เรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ ได้ชักธงรบและระดมยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าทันที การต่อสู้จึงเริ่มขึ้น ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ยิงตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอกที่มีอยู่ ระหว่างการยิงต่อสู้ ของป้อมพระจุลจอมเกล้ากับเรือรบฝรั่งเศสนั้น หมู่เรือรบไทยได้แก่ เรือทูลกระหม่อม ซึ่งจอดทอดสมอ อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้ร่วมในการยิงต่อสู้ครั้งนี้ด้วยผลการรบปรากฎว่า เรือเย.เบ.เชย์ ซึ่งเป็นเรือนำร่อง ของเรือรบฝรั่งเศสถูกยิงทะลุต้องแล่นไปเกยตื้นอยู่ ณ บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้านั่นเอง ส่วนเรือแองกอง สตังค์ กับเรือโคแมต คงแล่นต่อมาจนถึงกรุงเทพฯ และจอดทอดสมอที่หน้าสถานฑูตฝรั่งเศส การรบครั้งนี้ พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินรองผู้บังคับบัญชาทหารเรือในสมัยนั้นได้ไปบัญชาการรบด้วยตนเอง
จากกรณีพิพาทในครั้งนี้ ไทยต้องเสียดินแดนที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตลอด จนเกาะทั้งหมดในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสและสิทธิอื่น ๆ อีกหลายประการ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ สอง ที่ได้ทำการรบกับฝรั่ง ประเทศแรกที่ทำการรบกับฝรั่งคือ ประเทศญี่ปุ่น
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา เลื่อนเมืองสมุทรปราการขึ้นมีฐานะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ และเปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็น จังหวัดพระประแดง ตามความหมายที่มีมาแต่ดั้งเดิมพอถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ อันเป็นสมัยของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั่วโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องการประหยัดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบจังหวัดพระประแดงลงเป็นอำเภอ ไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ ๒๔๘๔-๒๔๘๗) ประเทศต้องเข้าสู่สงครามด้วยความจำเป็นและเป็นระยะ ที่เกิดภาวะทางเศรษฐกิจและความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบการปกครอง เสียใหม่ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกายุบการปกครองของจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นกับจังหวัดพระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖
ครั้นพอสงครามโลกสงบลงรัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกา ประกาศตั้งจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวั้นที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยแยกการปกครองออกจากจังหวัดพระนคร และตั้งเป็นจังหวัดสมุทรปราการจนกระทั่งทุกวันนี้
จาก หนังสือ "ของดีเมืองสมุทรปราการ" วารสารสภาวัฒนธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ๒๕๔๐
|