|
"จากการที่เราได้โปรโมตจังหวัดสมุทรปราการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เรารู้สึกภูมิใจที่มีผู้เข้าชมเวบไซด์ paknam.com มากกว่าห้าแสนคนจากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก"
|
| ป้อมปราการ |
| Written by Richard Barrow | ||||||||||||||||
| Tuesday, 07 April 2009 | ||||||||||||||||
กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ.๑๑๒112 (พ.ศ. ๒๔๓๖)
เหตุการณ์ในการรบ ใน วันที่ ๑๓ กรกฏาคม ร.ศ.๑๑๒ (พ.ศ.๒๔๓๖) เวลา ๑๘.๐๕ น. กองเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำประกอบด้วย เรือแองกองสตังค์ และเรือโคเมท โดยมีเรือสินค้าฝรั่งเศสชื่อเยเบเซย์ เป็นเรือนำร่องได้แล่นกระบวนเรียงตามกัน ระยะต่อระหว่างลำ ๔๐๐ เมตร ผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามาด้วยความเร็ว ๑๐ น๊อต เวลา ๑๘.๓๐ น. ผ่านทุ่นดำก่อนจึงถึงจุดเลี้ยวตรงเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะห่างจากป้อมพระจุลจอมเกล้าประมาณ ๔,๐๐๐ เมตร ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ทำการยิงด้วยนัดดินเปล่า 2 นัด เพื่อเป็นการเตือนให้เรือรบผรั่งเศสหยุด เรือรบฝรั่งเศสคง แล่นต่อมา ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้ทำการยิงด้วยกระสุนจริง ข้ามหัวเรือไป 2 นัด เรือแองกองสตังต์ได้ลด ความเร็วลงทำทีเหมือนจะหยุด พอเรือโคเมทตามขึ้นมาทันประมาณเวลา 18.35 น. เรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำ ได้ทำการยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าและแล่นตามร่องน้ำขึ้นมา ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้จะค่ำ ปืนป้อมพระจุล จอมเกล้าได้ทำการยิงต่อสู้ทุกกระบอกอย่างเต็มที่ และเรือรบไทยก็ได้เข้าร่วมในการรบด้วย ปรากฏว่าเรือ เย เบ เซย์ ของฝรั่งเศสถูกกระสุน เรือทะลุ น้ำเข้าเรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ต้องแล่นไปเกยตื้นขอบขวาของร่อง เรือแองกองสตังต์ถูกกระสุน 1 นัด บนดาดฟ้าทะลุไปออกทางกราบขวา หลักเดวิดหักสะบั้น พันจ่าช่างไม้ประจำเรือตาย เวลา 18.43 น. เรือรบฝรั่งเศสได้แล่นมาถึงจุดเลี้ยวตรงแม่น้ำ ขณะนั้นการยิงต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปและรุ่นแรงยิ่งขึ้น จนถึงเสลาที่เรือรบฝรั่งเศสได้ขึ้นมาถึงและทำการต่อสู้กับเรือรบไทยที่จอดทำ หน้าที่ขัดขวางการตีฝ่าเข้ามานั้น การยิงของป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงได้หยุดลง เวลา 18.50 น. เรือแองกองสตังต์ได้ผ่านขึ้นมาถึงแนวทุ่นระเบิดในบังคับ นายทหารเรือฝ่ายไทยได้บังคับให้ทุ่นระเบิดขึ้นลูกหนึ่งห่างประมาณ 30-40 หลา แต่ไม่ได้ทำอันตรายแก่เรือแต่อย่างใด กองเรือรบฝรั่งเศสผ่านขึ้นมาถึงแนวเรือรบฝ่ายไทย ขณะนั้นเรือรบไทยทุกลำได้ทำการยิงต่อสู้ขัดขวางอย่างเต็มที่ จนถึงขั้นเกิดการรบประชิด กระสุนนัดที่ 5 ของเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ถูกเรือแองกองสตังค์ที่กราบขวา เรือแองกองสตังค์ เลี้ยวเข้าหาตั้งใจจะชนเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ให้จม ขณะนั้นระยะห่างกันไม่ถึง 200 เมตร เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์หันหลบ แต่ก็ยังกระทบกัน ทำให้เสาธงหักและเรือเล็กเสียหายลำหนึ่ง ขณะผ่านแนวเรือรบไทยในระยะใกล้นี้เรือรบฝรั่งเศส ได้ระดมยิงกระหน่ำด้วยปืนลูกโม่และปืนเล็กอื่นฯ ไปยังเรือรบไทยตลอดเวลาจนผ่านพ้นแนวเรือรบฝ่ายไทยขึ้นไป เวลา 19.10 น. เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในรัศมีของป้อมผีเสื้อสมุทรและได้เกิดการยิงสู้กัน ขึ้น แต่เนื่องจากเป็น เวลาค่ำ การยิงของป้อมจึงไม่เกิดผลแต่อย่างใด เรือรบผรั่งเศสแล่นต่อไปและไปจอดทอดสมอที่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสในคืนวันเดียวกันนั้นเอง การติดตามทำลายภายหลังการรบ เมื่อเรือรบฝรั่งเศสผ่านไปแล้ว พลเรือจัตวา พระยาชลยุทธโยธินทร์ รองผู้ปัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้ เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์นำเรือไปยังสมุทรปราการ รอสมทบกับเรือมกุฎราชกุมาร แล้วจึงแล่นด้วยความเร็วเต็มที่ ไปตามลำแม่น้ำเข้าชนเรือข้าศึกให้จม และให้เรือพระที่นั่งมหาจักรีซึ่งจอดอยู่ที่ราชวรดิษฐ์กรุงเทพฯ ลงมาร่วมชน เรือรบฝรั่งเศสด้วย ซึ่งในการรบค่ำมืดเช่นนี้ ฝ่ายไทยมีโชคในการทำลายเรือรบฝรั่งเศสได้ดีและความมืดจะเป็น อุปสรรคทำให้การยิงปืนของเรือรบฝรั่งเศสไม่ได้ผล แต่แผนการนี้ไม่ได้รับพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเกรงว่าเรื่องราวจะลุกลามไปใหญ่โตถึงประเทศไทยอาจต้องเสียเอกราชไปใน ที่สุด เพราะประเทศไทยไม่สามารถที่จะสู้รบกับประเทศมหาอำนาจโดยลำพังได้พระองค์จึง ทรงยอมเสียสละดินแดน ส่วนน้อยเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ของไทยเอาไว้ เปรียบเทียบกำลังรบ ฝรั่งเศส อ้างว่าในการสูรบกันครั้งนั้นฝ่ายไทยมีกำลังเหนือกว่า ถ้าพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า ในจำนวนเรือ 5 ลำที่ฝ่ายไทยจัดไปตั้งรับเรือรบที่ปากน้ำเจ้าพระยามีเรือที่เป็นเรือรบเพียง 2 ลำเท่านั้น คือเรือมกุฏราชกุมารและเรือ มูรธาวสิตสวัสดิ์ซึ่งเป็นเรือที่เล็กกว่าเรือรบฝรั่งเศสและอาวุธประจำเรือก็ เป็นแบบโบราณ บรรจุปากกระบอกยิงได้ช้า ส่วนเรือรบ 2 ลำของฝรั่งเศสมีปืนประจำเรือแบบใ หม่ บรรจุท้ายยิงได้เร็วและอำนาจในการยิงผิดกันมากมาย ส่วนเรืออีก 3 ลำของไทย คือเรือหาญหักศัตรู เรือนฤเบนทร์บุตรี และเรือทูลกระหม่อม ไม่ใช่เรือรบโดยแท้จริงและเป็นเรือขนาดเล็ก เอาปืนโบราณใส่ลงในเรือไม่มีคุณค่าในการรบแต่อย่างใด ใช้เป็นกำบังต้านทานในแนวหลัง เนื่องจากประเทศไทยเป็น ประเทศเล็ก ไม่มีเรือรบที่คุณภาพในทางยุทธวิธีอย่างแท้จริง มีอะไรพอจะใช้ได้ก็เอามาใช้รบตามอัตภาพของตนเพื่อ ให้เกิดความเสียหายแก่ข้าศึกให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ ส่วนป้อมพระจุลจอมเกล้านั้น มีปืนบรรจุท้ายขนาด 6 นิ้ว นับว่าเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา ในขั้นแรกก็เป็นการยิงเตือนห้ามไม่ให้เรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้ามา เมื่อเห็นว่าเรือรบฝรั่งเศสยังคงดื้อห้ามไม่ฟัง จึงได้ทำการ ยิงจริงโดยหมายยิงให้ถูกเรือรบฝรั่งเศส มีเวลาทำการยิงได้ไม่เกิน 10 นาที แม้กระนั้นก็ยังยิงถูกเรือ เย เบ เซย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องแล่นไปเกยตื้น การรบในระยะกระชั้นชิดกับเรือรบไทย ปืนกลและปืนเล็กยาว ทำการยิงได้ผลกว่าปืนใหญ่ เรือรบฝรั่งเศลได้เปรียบฝ่ายไทยเพราะมีปืนกลติดตั้งบนหอรบของเสา ซึ่งอยู่ในที่สูง และมีมุมยิงได้ทั่วไป ความเสียหายภายหลังการรบ ฝ่ายฝรั่งเศส เรือ เย เบ เซย์ ถูกยิง 2 นัด มีรูทะลุน้ำเข้าเรือจึงต้องแล่นไปเกยตื้น ไม่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บล้มตาย เรือแองกองสตังค์ ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมี รอยกระสุนปืนใหญ่หลายแห่ง หลักเดวิดเรือโบตหัก ทหารตาย 1 คน บาดเจ็บ 2 คน เรือโคเมต ตัวเรือและส่วนบนของเรือมีรอยกระสุนปืนเล็กมากมายและมี รอยกระสุนปืนใหญ่ 2 นัด กระจกสะพานเดินเรือแตก เรือเล็กเสียหาย 2 ลำ ทหารตาย 2 คนบาดเจ็บ 1 คน ฝ่ายไทย เรือมกุฎราชกุมาร ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่หัวเรือ เครือ่งกว้านสมอชำรุดใช้การไม่ ได้ถูกกระสุนปืน ใหญ่เล็กจำนวนมาก เรือมุรธาวสิตสวัสดิ์ ถูกกระสุนปืนใหญ่ 2 นัดที่ข้างเรือกราบซ้ายตรงห้องเครื่องจักร ส่วนบนของเรือ ถูกกระสุนปืนเล็กจำนวนมาก เรือหาญหักสัตรู ถูกยิงที่ท้ายเรือมีช่องโหว่ เรือทูลกระหม่อม ถูกกระสุนปืนใหญ่ 1 นัดที่ตัวเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ไม่ได้รับความเสียหาย ป้อมผีเสื้อสมุทร บริเวณหลุมปืนถูกยิงแต่ไม่เสียหายมาก ฝรั่งเศสยื่นคำขาด ให้เคารพสิทธิของญวนและเขมรเหนือดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆในลำแม่น้ำนี้ ให้ถอนกองทหารไทยที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทำให้เกิความพอใจสำหรับการกระทำอันคุกคามต่างๆ ต่อเรือและทหารประจำเรือฝรั่งเศส ที่ปากน้ำเจ้าพระยาและต่อคนในบังคับฝรั่งเศส ให้ใช้เงินค่าทำขวัญแก่ครอบครัวของผู้ที่ต้องเสียชีวิตและให้ลงโทษผู้กระทำผิด ให้ใช้เงิน 2,000,000 ฟรังค์ เป็นค่าปรับในความเสียหายต่างๆ ที่เกิดแก่คนในบังคับฝรั่งเศส ให้ใช้เงิน 3,000,000 ฟรังค์ โดยชำระเป็นเงินเหรียญโดยทันที่เพื่อเป็นการมัดจำประกัน สำหรับข้อเรียกร้อง ในข้อ 4. และ 5. หรือถ้าไม่สามารถชำระก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสเก็บภาษีในเมืองพระตะบอง และเสียมราฐให้รัฐบาลไทยตอบให้ทราบภายใน 48 ชั่วโมง ว่าจะรับปฏิบัติตามนี้ได้หรือมิได้ รัฐบาลไทยยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้น ที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตลอดจนเกาะทั้งหลายในแม่น้ำนั้น รัฐบาลไทยจะไม่ใช้เรือและพาหนะที่ติดอาวุธเดินในลำน้ำโขง รัฐบาลไทยจะไม่สร้างค่ายทหารในรัศมี 25 กิโลเมตร จากเขตแดนของฝรั่งเศส ภายในเขตที่ระบุไว้ในข้อ 3 ฝ่ายไทยจะมีกำลังตำรวจไว้รักษาความสงบได้พอสมควรเท่านั้น รัฐบาลไทยยินยอมที่จะแก้ไขสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีการค้าขายและการเดินเรือกับรัฐบาลฝรั่งเศสเสียใหม่ เพื่อความเจริญแห่งการเดินเรือในลำน้ำโขง รัฐบาลไทยยินยอมให้ฝรั่งเศสสร้างที่ท่าเรือบบนฝั่งแม่น้ำโขง บุคคลสัญชาติหรือบังคับฝรั่งเศสมีสิทธิจะทำการค้าได้โดยสะดวกในเขตที่ระบุในข้อ 3 รัฐบาลฝรั่งเศสจะสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งกงศุล ณ ที่ใดก็ได้ ในกรณีที่จะต้องตีตวามแห่งสัญญาฉบับนี้ ฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นจะใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาได้เพื่อที่จะให้ไทย ปฏิบัติตามสัญญาฝ่ายฝรั่งเศสได้เข้ายึดจัดหวัดจันทบุรีไว้จนกว่าฐับาลไทยจะ ได้ปฏิษัติตามนั้นโดยตลอด และแม้ไทยจะได้ปฏิษัติตามคำบังคับนั้นครบถ้วนทุกประการแล้ว ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมออกจากจังหวัดจันทบุรี กาลล่วงมาแล้วถึง 10 ปี ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยังยึดจังหวัดจันทบุรีไว้เรื่อยไป จังหวัดจันทบุรีเป็นดินแดนสำคัญยิ่ง ในการรักษาความปลอดภัยของประเทษไทยทางด้านตะวันออก เมื่อไทยไม่มีกำลังที่จะไล่ฝั่งเศสไปจาก จังหวัดจันทบุรีได้ ก็ต้องขอแลกเปลี่ยน ฝ่ายฝรั่งเศสเรียกร้องข้ามมาเอาดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงอีก ไทยต้องเสียแคว้นหลวงพระบางเมืองมโนไพรและจำปาศักดิ์ให้ฝรั่งเศส โดยฝ่ายฝรั่งเศสอ้างว่าถ้ายกดินแดน ดังกล่าวนี้ให้แล้วจะถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรีทันที แต่ปรากฏว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้ถอนทหารไปจากจังหวัดจันทบุรี แล้วไปยึดจังหวัดตราดแทน เพื่อเรียกร้องต่อไปอีก การไปยึดจังหวัดตราดนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับการยึดจังหวัดจันทบุรีด้วย เพราะเกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ลงไปจนถึง เกาะกูดยังคงอยู่ในความยึดครองของฝรั่งเศสด้วย เพื่อให้ฝรั่งเศสไปจากจังหวัดตราด ไทยต้องเสียพระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณอีก เป็นอันว่านับแต่เกิดการรบที่ปากน้ำเจ้าพระยาเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม พ.ศ. 2436 (ร.ศ. 112) จนถึง วันที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2451 ซึ่งเป็นวันที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากจังหวัดตราด นับเป็นเวลาถึง 14 ปี ที่ไทยเราได้ตกอยู่ในฐานะถูกบีบบังคับจากฝ่ายฝรั่งเศสเรื่อยมา และต้องเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสมากมายเพื่อรักษาไว้ ซึ่งสิทธิในความเป็นเอกราชของเราต่อไป ป้อมปราการ
ป้อมปราการนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ในอดีตข้าศึกจะรุกราน ประเทศไทยก็มักจะนั่งเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างป้อมปราการถึง 24 ป้อม เพื่อติดตั้งปืนใหญ่ต่อสู้กับ ป้อมแผลงไฟฟ้า - Plaeng Fai Fah Fort
กำแพงป้อมจะหน้ากว่าป้อมอื่น เพราะดินถูกน้ำทะเลเซาะ ปัจจุบันอยู่ในบริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์ สร้าง เมื่อ ฑ.ศ. 2365 อยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันมีซากแนวกำแพงให้เห็น แนวกำแพงอยู่ตั้งแต่บริเวณโรงเรียนป้อมนาคราชสวาทยานนท์เรื่อยมาจนถึงบริเวณ บ้านพักครูและบ่อลี้ยงปลาที่ชาวบ้านเข้ามาทำมาหากินอยู่ บ้านบางหลังสร้างอยู่ในแนวกำแพงเดิม ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเคยมีการขุดพบปืนใหญ่โบราณแช่น้ำอยู่หลายกระบอก และในหน้าแลงถ้าถางป่าออกหมดจะเห็นแนวกำแพงเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรแต่ไม่ ต่อเนื่องกัน ลักษณะของกำแพงป้อมนาคราชค่อนข้างหนา ใหญ่ ลาดเทกว่าป้อมอื่น คงเนื่องจากอยู่ใกล้ทะเลมีปัญหาเรื่องน้ำเซาะกำแพงนั่นเอง ป้อม แห่งนี้จะมีการบูรณะต้องใช้งบประมาณอย่างมากผู้ที่น่าจะเป็นเรี่ยวแรงหลักใน การดูแลรักษาป้อมให้คงอยู่ก็คือชาวบ้าน นักเรียน ผู้ปกครอง ร่วมถึงหน่วยราชการไม่ว่าโรงเรียน กองทัพเรือและกรมศิลปากร นอกจาก ป้อมที่กล่าวมานี้แล้วยังมีป้อมอื่นอีกเช่นป้อมวิทยาคม ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมเพชรหึง ป้อมปีกกาวงเดือน ป้อมปีศาจสิง ราหูจร ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ ป้อมปีกา ป้อมตรีเพชร ป้อมคงกระพัน ป้อมนารายกางกร และป้อมเสือซ่อนเล็บเป็นที่บัญชาการของแม่ทัพ ( ปัจจุบันเป็นโรงเรียนนายเรือ ) จังหวัดสมุทรปราการมีป้อมมากมาย ตั้งแต่พระประแดงถึงปากอ่าวไทยเป็นระยะทางนับสิบกิโลเมตร แต่ละป้อมสร้างจากการทุมเทความคิดหยาดเหงื่อแรงงานและความตั้งใจมั่นของคน จำนวนมาก เพื่อป้องกันเอกราชของชาติ ทหารประจำป้อมเหล่านี้เคยต่อสู้กับอริราชศัตรู ปัจจุบันเราไม่ได้เหลียวแลสถานที่เหล่านี้เท่าควร แม้ว่าเราจะรบแพ้ สู่เขาไม่ได้ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า “ยามสงบถ้า ไม่เตรียมรบให้พร้อมสรรพ เราจะพ่ายแพ้อรราชศัตรูอีก” |
||||||||||||||||
| Last Updated on Monday, 18 May 2009 | ||||||||||||||||
No current events.


Latest News Feed (Thai)