ja_mageia

"จากการที่เราได้โปรโมตจังหวัดสมุทรปราการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เรารู้สึกภูมิใจที่มีผู้เข้าชมเวบไซด์ paknam.com มากกว่าห้าแสนคนจากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก"

Richard Barrow
ริชาร์ด แบร์โรว์

ปากน้ำ เว็บ เน็ตเวิร์ค


ประวัติจังหวัดสมุทรปราการ
Samut Prakan Samut Prakan

สมุทรปราการ เป็นเมืองที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม มีชื่อปรากฏอยู่ใน พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2178 พระเจ้าทรงธรรมได้โปรดเกล้าฯให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นที่บริเวณ คลองปลากด มีฝรั่งชาวฮอลันดาเข้ามาค้าขาย กับไทยในสมัยของ สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นพ่อค้าที่วางตัว และติดต่อ กับไทยเป็นอย่างดี อีกทั้งกระทำความดีความชอบกับทางราชการแผ่นดินหลายอย่าง สมเด็จพระเอกาทศรถจึงได้ทรง พระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองปลากด ใช้เป็นที่ตั้งคลังสินค้า และเป็นที่อาศัยของเจ้าหน้าที่อย่างพร้อมเพียง เป็นสถานที่งดงาม และบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ที่จำเป็นและทันสมัย จนถึงกับมีการยกย่องในหมู่ชาวฮอลันดาว่าเป็นเมือง "นิวอัมสเตอร์ดัม" (New Amsterdam) ปัจจุบันถูกน้ำเซาะพังไปแล้ว สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงเห็นว่าปากน้ำเจ้าพระยานั้นหากมีข้าศึกมารุกรานพระนครก็จะทำได้ง่าย จึงโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับพระยาพระคลัง (ดัส) เป็นแม่กองไปควบคุม การก่อสร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2362 ตรงบริเวณบางเจ้าพระยา คือ ตำบลปากน้ำในปัจจุบัน ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี

ประวัติ History

จังหวัด สมุทรปราการ หรือที่เรียกกันเป็นสามัญทั่วไปว่า "เมืองปากน้ำ" เพราะตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยาเป็นเมือง สำคัญทางประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่โบราณเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่มีความสำคัญตลอดมาทุกยุคทุกสมัย " สมุทร" แปลว่า " ทะเล" และ "ปราการ" แปลว่า "กำแพง" สมุทรปราการ แปลว่า กำแพงชายทะเล หรือ กำแพงริมทะเล ซึ่งหมายถึงเมืองหน้าด่านชายทะล หรือ ริมทะเลที่มีกำแพงมั่นคงแข็งแรงสำหรับป้องกันข้าศึกนั่นเอง นับว่าเป็นการ ให้ชื่อเมืองที่ถูกต้องและเหมาะสมตามความมุ่งหมายในการตั้งเมืองเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติ ความเป็นมาของเมืองสมุทรปราการ สลับซับซ้อนสัมพันธ์กับเมืองพระประแดงมาก (ปัจจุบันเป็น อำเภอพระประแดงในจังหวัดสมุทรปราการ) เพราะเมืองสมุทรปราการได้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่เมืองพระประแดงเดิมนั้น ขอมได้ตั้งขึ้นในสมัยขอมมีอำนาจครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสมัยนั้น ทะเลยังลึกเข้ามามากจนจรดเขตทางใต้ของกรุงเทพมหานคร ขอมเรียกว่า "ปากน้ำพระประแดง" เมื่อตั้งที่เมือง ปากน้ำก็เรียกว่า " เมืองพระประแดง" ( ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองพระประแดง ที่ขอมตั้งนี้อยู่ที่ คลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันคือที่ทำการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ครั้นนานมา มีแผ่นดิน งอกออกไป เมืองพระประแดงห่างจากปากน้ำเข้าทุกที จึงมีการโยกย้ายตั้งเมืองปากน้ำ ขึ้นใหม่เพื่อความเหมาะสม จึงมีทั้งเมืองสมุทรปราการ และเมืองพระประแดง ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ความจำเป็น ทางการเมือง และความปลอดภัยของประเทศชาติ มีมากขึ้นจึงได้ตั้งเมือง นครเขื่อนขันธ์ขึ้น (ปัจจุบัน เป็นอำเภอ พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ) จึงกล่าวได้ว่า จังหวัดสมุทรปราการ หรือเมืองปากน้ำในปัจจุบันนี้ มีประวัติ และอาณาเขต ของเมือง 3 เมืองรวมกัน คือ เมืองพระประแดง เมืองนครเขื่อนขันธ์ และเมืองสมุทรปราการ

สมุทรปราการ ในอดีตนับเป็นพัน ๆ ปีมาแล้วนั้น นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีสันิษฐานว่า บริเวณพื้นที่ของจังหวัดนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ปากอ่าวไทย จนจรดพื้นที่ทางใต้ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นทะเล ทั้งหมด มีเรือสำเภาจีน แล่นขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยาได้โดยสะดวก ต่อมานาน ๆ เข้า บริเวณแหล่งนี้ตื้นเขินกลายเป็น ที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ ทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านไปออกทะเล การคมนาคมสะดวก ผู้คนจึงอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่ง ทำมาหากินมากขึ้นโดยลำดับ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมดมาจนจรดปากอ่าวไทย เป็นเขตอาณาจักรทวาราวดี และชนชาวทวาราวดีในบริเวณนี้ส่วนมากมีเชื้อชาติไทย จากหลักฐานการขุดค้นพบซากโบราณสถาน กับพบโบราณวัตถุ มีตะเกียงสัมฤทธิ์ของชาวโรมันที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้สันนิษฐานได้ว่าบริเวณตำบล ดังกล่าวและอาณาเขตใกล้เคียงคงจะเป็นเมืองท่าริมทะเลที่สำคัญของอาณาจักร ทวาราวดี คู่กับเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นเมืองสำคัญริมทะเลอีกเมืองหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดีเช่นกัน

จึง พอสรุปได้ว่า อาณาจักรทวาราวดี คงเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองและมีอาณาบริเวณอยู่ในที่ราบลุ่มในแม่น้ำเจ้า พระยา ทั้งหมดตลอดมาจนจรดอ่าวไทย ประชาชนพลเมืองคงมีเชื้อสายไทย มีความเจริญสูง ซึ่งอยู่ในราวพ.ศ. 1000 ถึง พ.ศ. 1300 ดังนั้น พื้นที่ของเมืองสมุทรปราการเดิม จึงอยู่ในอาณาจักรทวาราวดีมาแล้วตั้งแต่ในสมัยโบราณ ถ้าจะกล่าวย้อน หลังขึ้นไปในอดีต สมุทรปราการมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่นำกล่าวได้ละเอียด รวม 5 สมัยด้วยกัน คือ สมัยลพบุรี สมัยสุโขทัย สมัยศรีอยุธยา สมัยธนบุรี และ สมัยรัตนโกสินทร์

painting_10 painting_9

Lopburi Period - สมัยลพบุรี

ใน สมัยขอมเรืองอำนาจ ได้ครอบครองอาณาจักรทวาราวดี หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า เมือง สมุทรปราการเคยเป็นเมืองหน้าด่านของขอม คือในราว พ.ศ. 1400 อาณาจักรทวาราวดีเสื่อมอำนาจลง ระยะนั้น ขอมตั้งราชธานีอยู่ที่ " นครธม" ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชา ได้ขยายอำนาจมาปกครองดินแดน แถบลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยา ไว้ทั้งหมด แล้วตั้งเมือง " ละโว้" (จังหวัดลพบุรีปัจจุบัน) เป็นราชธานีในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งได้ตั้งเมืองอโยธยา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน) และเมือง "พระประแดง"(เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร) เป็นเมืองหน้าด่าน การที่ขอมขนานนามเมืองหน้าด่านนี้ว่า "พระประแดง" นั้นมีเหตุผลชัดเจนอยู่มาก เพราะคำว่า " ประแดง" หรือ "บาแดง" แปลว่า "คนเดินหมาย คนนำข่าวสาร" ซึ่งหมายถึงว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่าน ถ้ามีเหตุการณ์ ใด ๆ เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของเมืองนี้จะต้องรีบแจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบโดยเร็ว จึงทำให้เชื่อได้ว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการก็คงเป็นท้องที่ส่วนหนึ่งของพระประแดงด้วย

จาก หนังสือ "ของดีเมืองสมุทรปราการ" วารสารสภาวัฒนธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ๒๕๔๐

Sukhothai Period - สมัยสุโขทัย

ขอม ครองอำนาจเหนืออาณาจักรทวาราวดีเหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า " สุวรรณภูมิ" อยู่ชั่วระยะหนึ่งก็เสื่อมอำนาจลง คือในราว พ.ศ. 1800 ไทยน้อยซึ่งอพยพทยอยมาจากตอนใต้ของจีน ได้มาตั้งหลักแหล่ง กระจัดกระจายอยู่ตรงแถบตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเคยอยู่ใต้อำนาจของขอมในสมัยขอมเรืองอำนาจนั้น ได้มีความเข้มแข็งสามารถรวบรวมกำลังขับไล่ขอมออกไปจากดินแดนบริเวณนั้นได้ สำเร็จ แล้วประกาศตัวเป็นอิสระ ตั้ง "กรุงสุโขทัย"(จังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน) เป็นราชธานี กษัตริย์องค์แรกที่ครองกรุงสุโขทัยคือ "พ่อขุนศรีอินทราทิตย์" ทำให้ไทยเริ่มมีอำนาจในดินแดนแหลมทอง (สุวรรณภูมิ) และเจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับ จนถึงรัชสมัย " พ่อขุนราม คำแหงมหาราช" กษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพมาก สามารถต่ออาณาเขตสุโขทัยออกไปได้กว้างขวางที่สุด คือ ทิศเหนือ จดแคว้นลานนาไทย ทิศตะวันออกจรดเขมร (ซึ่งยังครองลุ่มแม่น้ำมูล) ทิศใต้ ครอบครองตลอดแหลมมะลายู ทิศตะวันตกครอบครองเมืองหงสาวดีของพม่าไปจด อ่าวเบงคอล ในสมัยสุโขทัยนี้ เมืองพระประแดงก็ขึ้นอยู่ กับกรุงสุโขทัยตลอดมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

จาก หนังสือ "ของดีเมืองสมุทรปราการ" วารสารสภาวัฒนธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ๒๕๔๐

Ayutthaya Period - สมัยอยุธยา

Samut Prakan

Samut Prakan

ต่อมาในต้น พ.ศ. 1893 พระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงอพยพผู้คนจากสุพรรณบุรี มาสร้างพระนครขึ้นใหม่ที่ริมหนองโสน ขนานนามว่า " กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา" และทรงทำการราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า " สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ " ประกาศอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยทั้งได้แสดงอานุภาพยกไปตีเขมรได้เมืองนคร ธม อันเป็นนครหลวงของเขมรและดินแดนทางตะวันตกของเขมรทั้งหมดส่วนหัวเมืองฝ่าย ใต้อันเป็นอาณาเขตของ กรุงสุโขทัยเดิม ก็ได้ขึ้นมาอยู่กับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรีลงไปตลอดแหลมมะลายู (ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบัน) ส่วนทางทิศเหนือ ได้เมืองลพบุรี ซึ่งติดต่อกับอาณาเขตสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้ง 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมืองนครนายก ทิศตะวันตก เมืองสุพรรณบุรี ทิศใต้ เมืองพระประแดง

เมืองหน้าด่านเหล่านี้ โปรดฯให้สร้างป้อมปราการที่มั่นคงแข็งแรงทุกเมือง แต่เมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. 2091 เกิดสงครามช้างเผือกระหว่างไทยกับพม่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพใหญ่มาตีกรุง ศรีอยุธยา ทางกรุงยกทัพไปตั้งรับทัพข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี แต่ทานกำลังไม่อยู่ ทัพพม่าสามารถยกเข้ามาถึง ชานพระนครได้ หลังจากพม่ายกทัพกลับไปแล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นว่า เมืองสุพรรณบุรี แม้จะมี ค่ายคูประตูหอรบพร้อม ก็ยังรับศึกใหญ่ไม่อยู่ ไม่มีประโยชน์ต่อการป้องกันศัตรูได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นที่สำหรับ ข้าศึกพักอาศัย และรวบรวมไพร่พลเสบียงอาหารได้อีก จึงโปรดฯ ให้รื้อป้อม ค่ายและกำแพงลงเสีย พร้อมทั้งป้อมกำแพง ที่เมืองลพบุรี และเมืองนครนายกด้วย ให้คงเหลือไว้แต่ที่เมืองพระประแดง สำหรับเป็นหน้าด่านทางทะเลเพียงแห่งเดียว

เมืองพระประแดง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น เป็นเมืองเก่าแก่นับพัน ๆ ปี ตามหลักฐานไม่ทราบแต่ชัดว่า เริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมองค์ใด พอจะมีหลักฐานแน่ชัดก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เอง ดังปรากฏในหนังสือ พระราชพงสาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า "เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๘๖๐ (พ.ศ. ๒๐๕๑) ขุดชำระคลองสำโรง ได้เทวรูปทองสัมฤทธิ์ ๒ องค์ ตรงที่คลองสำโรงต่อคลองทับนาง และเทวรูปนั้นมีอักขระจารึกชือว่า "พระยาแสนตา" องค์หนึ่ง และ"บาทสังขกร" อีกองค์หนึ่ง สมเด็จพระมหารามาธิบดี 2 โปรดฯ ให้สร้างศาลประดิษฐานไว้ที่เมือง พระประแดง (ยังเป็นเมืองอยู่ในสมัยนั้น) และต่อมา เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชครองราชสมบัติ พระยาละแวก เจ้าเมืองกัมพูชาได้ยกทัพเรือมาตีกรุงศรีอยุธยาในปีมะแม จุลศักราช ๙๒๑ ( พ.ศ. ๒๑๒๐) แต่ตีไม่ได้ดังปรารถนา เมื่อล่าทัพกลับ ได้ให้เอาเทวรูป 2 องค์ที่เมืองพระประแดงไปเมืองเขมรด้วย

จึงทำให้เชื่อมั่นว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่สำคัญ มาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นเมือง ที่อยู่ปากน้ำจดอ่าวไทย

เมื่อ กล่าวมาถึงตอนนี้ จึงเห็นได้ว่า "เมืองปากน้ำ" ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญติดปากคนทั่วไปนั้นเดิมมิได้ตั้งอยู่ "ปากน้ำบางเจ้าพระยา" หรือตำบล "ปากน้ำ" ดังในปัจจุบันนี้ เพราะตามที่กล่าวมาแล้วในสมัยนั้น ปากน้ำของ แม่น้ำเจ้าพระยา ลึกเข้าไปถึงบริเวณตอนใต้ของกรุงเทพมหานคร คือเขตพระโขนงในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อชายทะเล แปรสภาพเป็นพื้นดินทับถมตื้นเขินจนกลายเป็นที่ราบงอกออกมามากเข้า เมื่อพระประแดงเดิม ซึ่งเคยเป็นเมืองปากน้ำ ก็ห่างไกลจากเมืองปากน้ำไกลไปทุกที เมืองพระประแดง จึงถูกโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อความเหมาะสม กับฐานะเมืองหน้าด่านทางทะเล ตอนหลังปรากฏว่า เมืองพระประแดงมาตั้งอยู่ที่ ตำบลราษฎร์บูรณะ (คนละที่กับเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร) ตอนที่เคยเป็นสถานที่ตั้งสถานีบางนางเกรง สถานีรถไฟสายปากน้ำ (ทางรถไฟสายปากน้ำถูกรื้อเสีย ในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์) ตรงบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เกริกวิทยาลัย ดังในสาราณุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวไว้ดังนี้ "ต่อมาเมื่อพ.ศ. ๒๑๖๓ จึงปรากฏว่า มีเมืองพระประแดงตั้งใหม่ ที่ตำบล ราษฎร์บูรณะ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยา (ราวสถานีนางเกรง รถรางสายปากน้ำ) ต่อมาเมืองพระประแดง น่าจะย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำเจ้าพระยาตามเดิม" ครั้นถึง สมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงให้รื้อกำแพงเมืองเก่า เพื่อเอาอิฐไปสร้างราชธานี ที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดง ที่ราษฏร์บูรณะ จึงหาซากไม่พบจนทุกวันนี้

ส่วนที่ตั้งอำเภอพระประแดงในปัจจุบันนี้นั้น มิใช่เมืองพระประแดงเดิม หากเป็นเมือง "นครเขื่อนขันธ์" ซึ่งเริ่มสร้างในรัชกาลสมัยพระบาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาสำเร็จเรียบร้อย ในรัชกาลพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมือง พระประแดง หรือจังหวัดพระประแดงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

painting_7 painting_8

สำหรับเมืองสมุทรปราการที่มีขึ้นในภายหลังนั้น นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดี สันนิษฐานว่า สร้างขึ้น ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๑๓๖ - ๒๑๗๑) เพราะหลักฐานจากหนังสือคำให้การ ชาวกรุงเก่า ก็ออกชื่อเมืองสมุทรปราการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นที่บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะสมัยนั้นแถบบริเวณคลองบางปลากด ได้มีต่างชาติฮอลันดา ซึ่งเข้ามาติดต่อการค้าขายกับคนไทยตั้งแต่สมัย สมเด็จพระเอกาทศรถ และได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองปลากด เนื่องจากชนชาตินี้ เข้ามาทำการค้าด้วย วิธีอันดี ประพฤติและวางตัวติดต่อกับคนไทยเป็นอย่างดี ทั้งทำความดีความชอบช่วยเหลือราชการแผ่นดินหลายอย่าง ฮอลันดา ใช้สถานที่นั้นตั้งคลังสินค้า เป็นสถานีการค้าที่มั่นคงใหญ่โต คือเป็นทั้งคลังสินค้าและที่อยู่ของเจ้าหน้าที่อย่าง พร้อมเพรียงเป็นสถานงดงามบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ประจำวันที่ทันสมัย จนถึงยกย่องกันในหมู่ฮอลันดาว่า "นิว อัมสเตอร์ดัม" (New Amsterdam) นับตั้งแต่นั้นมาบริเวณวังปลากดก็เจริญขึ้นตามลำดับ ประชาชนได้มาค้าขาย ติดต่อกับคลังสินค้าแห่งนี้มากขึ้น และตั้งบ้านเรือนร้านค้าขยายตัวออกไปทุกที ดังนั้น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงโปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้น ณ บริเวณดังกล่าวแล้ว

การที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ได้โปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้นในที่บริเวณฝั่งใต้คลองบางปลากดนั้น นอกจากพระองค์จะทรงเห็นความสำคัญที่คนไทยจะทำการค้าขายกับฮอลันดาซึ่งเป็น ฝรั่งที่ก้าวหน้าทางการค้า มากที่สุดในสมัยนั้นแล้ว ยังทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างเมืองหน้าด่านชายทะเลขึ้นใหม่ แทนเมืองพระประแดง ซึ่งนับวันจะห่างไกลเมืองปากน้ำเข้าทุกที เนื่องจากชายฝั่งงอกออกไปเรื่อย ๆ ทำให้พระประแดงลดความเหมาะสม ที่จะเป็นเมืองหน้าด่านอีกต่อไป และเมื่อเมืองสมุทรปราการที่สร้างใหม่นี้อยู่ในทำเลและชัยภูมิที่เหมาะสม กว่า และเจริญกว่า จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมืองพระประแดงจะลดความสำคัญลงไป ส่วนคลังสินค้า หรือ นิวอัมสเตอร์ดัม ของฮอลันดานั้น ปรากฎว่าในรัชกาลกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาฮอลันดาไม่ได้มาค้าขายติดต่อกับไทย เนื่องจากไม่พอใจ ที่ไทยดำเนินการค้าเสียเองเป็นส่วนใหญ่ และไทยได้สนิทสนมกับฝรั่งเศสมากขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนมีเรื่องพิพาทกับฮอลันดา ฮอลันดาจึงได้ทอดทิ้งสถานที่คลังสินค้านี้ไป เวลานานเข้ากระแสน้ำได้ไหลพัดเซาะ ตลิ่งเข้าไปทุกที สถานที่แห่งนี้จึงได้พังทลายไปสิ้น

เมืองสมุทรปราการที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมนี้ เข้าใจว่าจะเป็นเมืองร้างในสมัยที่ไทยเสียกรุง ศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2310 และคงจะถูกพม่าทำลายยับเยินไปด้วย ขณะนี้หาซากเมืองไม่พบ ลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่เกี่ยวกับเมืองสมุทรปราการมีดังนี้

๑. พ.ศ. ๒๑๒๑ พระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมร ไปตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้ จึงหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แต่ต่อมาพระยาจีนจันตุได้ทรงทราบว่า พระยาละแวกไม่เอาโทษ จึงลอบพาสมัคร พรรคพวกหนีกลับ โดยลงเรือสำเภา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นมีพระชนม์มายุเพียง 17 พรรษา ได้เสด็จลง เรือพระที่นั่งไล่ตามเรือสำเภาพระยาจีนจันตุ ไปทันกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา เกิดรบพุ่งกัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระแสงปืนต้นยิงถูกพวกพระยาจีนจันตุตาย 3 ศพ ฝ่ายพระยาจีนจันตุ ก็ยิงถูกรามพระแสงปืนที่สมเด็จ พระนเรศวรฯ ทรงอยู่แตก พอดีสำเภาได้ลมแล่นออกทะเลใหญ่หนีไปได้

๒. พ.ศ. ๒๑๖๓ ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม พวกฮอลันดากำลังมีอิทธิพลทางการค้ากับไทย ถึงกับมีที่พักคลัง สินค้าที่บริเวณปากน้ำ ตำบลบางปลากด ชื่อว่า " นิว - อัมสเตอร์ดัม" (ปัจจุบันน้ำเซาะพังไปหมดแล้ว) เป็นเหตุให้ ต่างชาติโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายกับไทยเป็นชาติแรก ไม่พึงพอใจจนเกิดเหตุขึ้น เรือกำปั่นโปรตุเกสเข้ามาค้าขาย พบเรือฮอลันดา ที่ปากน้ำเจ้าพระยา ก็จับยึดเรือไว้ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบก็ทรงไม่พอพระทัย เพราะเป็นการ หมิ่นพระบรมราชานุภาพ โปรดฯให้ทหารลงไปบังคับโปรตุเกสให้คืนเรือแก่ฮอลันดา โปรตุเกสจึงโกรธเคืองไทย ทำให้ สัมพันธภาพทางการค้าของไทยกับโปรตุเกสเสื่อมลง โปรตุเกสเลิกกิจการค้าขายในกรุงศรีอยุธยา แล้วให้กองทัพเรือมา ปิดอ่าวที่เมืองมะริด (ซึ่งตอนนั้นเมืองมะริดเป็นของไทย) แต่สัมพันธภาพระหว่างไทย กับฮอลันดา มีมากยิ่งขึ้น

๓. พ.ศ. ๒๑๗๓ พวกญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เกิดขัดใจกับไทย ถึงต่อสู้กัน พวกญี่ปุ่นลงเรือสำเภาหนี กองเรือไทยตามไปทันที่ปากน้ำเจ้าพระยา ได้เกิดต่อสู้กันที่บริเวณปากน้ำอีก ญี่ปุ่นพากันหนีรอดไปได้ และไปอาศัยอยู่ที่เมืองเขมร

๔. พ.ศ. ๒๒๐๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงดำเนินกิจการค้าของประเทศไทยอย่าง กว้างขวางให้คนจีนมาประจำหน้าที่เรือสินค้าหลวง และส่งเรือสินค้าหลวงออกไปค้าขายกับต่างประเทศหลายลำ ทำให้พวกฮอลันดาที่เข้ามาทำการค้าไม่พอใจ หาว่าไทยทำการค้าผูกขาดเสียแต่ผู้เดียว ทำให้เสียประโยชน์แก่พวก ฮอลันดามาก มีการขัดแย้งจนถึงขัดใจกันเกิดขึ้นเป็นลำดับ ฮอลันดาจึงเลิกกิจการค้าจากกรุงศรีอยุธยาแล้วเอาเรือรบ มาปิดปากอ่าวไทย คอยจับเรือสินค้าหลวงของไทยไปริบบ้าง และทำลายเสียบ้าง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ทรงดำเนินวิเทโศบายผูกมิตรกับฝรั่งเศสอย่างแน่นแฟ้นในเวลาต่อมา

๕. พ.ศ. ๒๒๓๑ ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ไทยเกิดต่อสู้กับฝรั่งเศสที่เข้ามารักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ (อยู่ที่จังหวัดธนบุรี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ในการต่อสู้นี้ ไทยได้ตั้งค่ายรายปืนที่บริเวณปากน้ำเจ้า พระยา เมืองสมุทรปราการ และจับเรือที่ฝรั่งเศสคุมมาได้ 2 ลำ ครั้นเมื่อตกลงกันว่า ต่างจะปล่อยกลับบ้านเมือง แต่ให้มีตั๋วจำนำไปด้วยจนถึงปากน้ำจึงจะแลกเปลี่ยนตั๋วจำนำกัน แต่พอถึงปากน้ำ พวกฝรั่งเศสไม่ยอมปล่อยตัว จำนำฝ่ายไทยกลับ ส่วนพวกตัวจำนำฝรั่งเศสที่ไทยยึดไว้ ก็หนีไปลงเรือฝรั่งเศส ไทยจึงต้องจับพวกบาทหลวง ฝรั่งเศส ที่ยังคงเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยาขังต่อไป

๖. ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑ ไทยได้ติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น และส่วนมากเข้ามาติดต่อโดยทางทะเล เมืองสมุทรปราการ จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญมาก ในช่วงระยะเวลาที่กล่าวมานี้ ได้มีการปรับปรุงป้อมค่าย ให้มีความมั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น และที่ป้อมปากน้ำนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทยมีธงชาติขึ้น เพราะครั้งนั้น มีเรือฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำ ไทยเรายังไม่มีธงชาติใช้จึงเอาธงชาติฮอลันดาชักขึ้น ฝรั่งเศสไม่ยอมคำนับธงชาติ ฮอลันดา ไทยเราไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดจึงเอาธงชาติฮอลันดาลง แล้วเอาผ้าแดงชักขึ้นแทน ฝรั่งเศสจึงยอมคำนับ ธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยเรื่อยมา จนกระทั่งมาเพิ่มเป็นธงช้าง มีรูปช้างเผือกในรูปผืนผ้าแดง และเปลี่ยนต่อมา จนเป็นธงไตรรงค์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าธงชาติไทยได้เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองสมุทรปราการนี้เอง

๗. พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมืองสมุทรปราการก็ถูกพม่าโจมตีกวาดต้อนผู้คน ปล้นสดมภ์ และทำลายยับเยิน

จาก หนังสือ "ของดีเมืองสมุทรปราการ" วารสารสภาวัฒนธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ๒๕๔๐

Thonburi Period - สมัยธนบุรี

เป็นระยะช่วงสั้นที่สุดเพราะเพียง ๑๕ ปีเท่านั้น จึงไม่มีเหตุการณ์อะไรมากนัก เมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ครั้งที่ ๒ ในพ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วในปีเดียวกันนั่นเอง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ทรงกอบกู้เอกราชไทยกลับคืนมา และได้ย้ายราชธานี จากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นเมืองเล็ก อยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ก่อร่างสร้างตัวใหม่ ๆ บ้านเมืองก็พินาศเสียหายมากมายทั่วไป ทั้งเป็นการรีบด่วนในการ ก่อสร้าง สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดฯ ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฎร์บูรณะ ไปสร้างกำแพงพระราชวัง และสิ่งอื่น ๆ ที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดงจึงสิ้นซากตั้งแต่นั้นมา

Rattanakosin Period - สมัยรัตนโกสินทร์

Samut Prakan Samut Prakan

ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติ และโปรดฯ ให้ย้ายราชธานีจากกรุงธนบุรีมาตั้ง ณ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงขนานนามว่า " กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ" ต่อมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือ พ.ศ. ๒๓๒๙ " องเชียงสือ" ซึ่งเป็นหลานของกษัตริย์ญวนสมัยนั้น ได้หนีภัยการเมืองเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณารับไว้ และต้อนรับให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ภายหลังองค์เชียงสือเห็นว่าตนหมดภัย ทางบ้านเกิดเมืองนอนแล้วจะทูลลากลับก็เกรงพระทัยจึงลอบลงเรือหนีไปทางปากน้ำ เจ้าพระยา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาทกรม พระราชวังบวรฯ ทรงยกกองเรือตามไปแต่ไม่ทันกัน ทรงกริ้วมาก พอเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯก็ทรง กราบทูลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกถึงการหนีกลับขององค์เชียงสือ จะก่อให้เกิดอันตราย แก่ประเทศไทยภายหลัง เพราะองเชียงสือมาอยู่เมืองไทยหลายปีย่อมรู้ความตื้นลึกหนาบาง ของเมืองไทย ได้ดี ถ้าองเชียงสือเป็นศัตรูกับไทยเมื่อใดจะทำความยุ่งยากแก่การที่จะป้องกัน เมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มี หัวเมืองชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรงไว้ทัพข้าศึกทรงปรึกษาเห็นพ้องกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าฯ จึงโปรดฯ ให้กรมพระราชวังบวรฯลงไปสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้าง ใหม่อีกเมืองหนึ่ง กรมพระราชวังบวรฯรับสนองพระบรมราชโองการแล้วเสด็จมาสำรวจพื้นที่บริเวณ ปากน้ำเจ้าพระยา ทรงเห็นว่าบริเวณ " ลัดโพธิ์" (อยู่ระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ) มีชัยภูมิ เหมาะแก่ ่การสร้างเมือง จึงทรงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต แล้วมีบัญชาให้สร้างป้อมค่ายขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่ น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามอำเภอพระประแดงปัจจุบัน) ๑ ป้อม ให้ชื่อว่า " ป้อมวิทยาคม" พอดีกับพระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต การสร้างเมืองจึงยังค้างอยู่ ดังนั้น เมืองพระประแดงใหม่ หรือมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นครเขื่อนขันธ์ จึงเริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ นั่นเอง สมัยพระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาลัยพระองค์ทรงพระราชดำริว่าที่บริเวณลัดโพธิ์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างเมืองไว้ป้องกันข้าศึกทางทะเลอีกเมือง หนึ่ง แต่ยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือ สร้างป้อมเท่านั้นการสงครามทางทะเลก็ไม่น่าไว้ใจควรต้องทำให้สำเร็จ จึงโปรดให้ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นแม่กองไปทำเมืองต่อโดยตัดเอาท้องที่แขวงกรุงเทพมหานครบ้าง และแขวงเมืองสมุทรปราการบ้างรวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่แล้วพระราชทานชื่อ ว่า " เมืองนครเขื่อนขันธ์ " ให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี มีพวกพระยาเจ่ง ในครัวมอญของพวกพระยาเจ่งนี้มีชายฉกรรจ์จำนวน ๓๐๐ คน ลงไปอยู่ ณ เมืองนครเขื่อนขันธ์การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์นี้ ในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า"การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จได้ตั้งพิธีฝัง อาถรรพ์ปักหลักเมือง ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ปีกุล สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘ ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคลทรงสร้างพระอารามขึ้นไว้ในเมืองพระราชทานนามว่า " วัดทรงธรรม" พระอุโบสถเป็นแต่เครื่องไม้ฝากระดาน แล้วจึงโปรดฯ ตั้งสมิงทอมา บุตรพระยาเจ่งซึ่งเป็นพระยาราม น้องเจ้าพระยามหาโยธาเป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิ สงคราม เป็นผู้รักษาเมือง และได้ตั้งกรรมการพร้อมทุกตำแหน่ง และเพื่อให้เมืองนครเขื่อนขันธ์ มีความแข็งแรงมั่นคงเพื่อป้องกัน ข้าศึกทางทะเล จึงให้สร้างป้อมทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร เมื่อรวมทั้งป้อมวิทยาคม ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๑ ด้วยก็เป็น ๔ ป้อม และให้สร้างทางฝั่งตะวันตกอีก ๕ ป้อม คือป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด และป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมทั้งหมดนี้ชักปีกกาถึงกันข้างหลังเมืองก็ทำกำแพงล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉางตึกดิน และศาลาไว้เครื่อง ศาสตราวุธพร้อมทุกประการที่ริมแม่น้ำก็ทำ " ลูกทุ่นสายโซ่" สำหรับขึงกั้นแม่น้ำ เอาท่อนซุงมาทำเป็น ต้นโกลนร้อยเกี่ยวเข้ากระหนาบเป็นตอน ๆเข้าไปปักหลักระหว่างต้นโกลนทุกช่องร้อยโซ่ผูกทุ่นมั่นคง แข็งแรง

Old Paknam Pic Old Paknam Pic

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดฯ ให้ขุดคลองลัดใหม่ที่เหนือ คลองลัดโพธิ์ (เป็นคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุง ศรีอยุธยา) แต่ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกปรากฎว่าพอถึงฤดูน้ำกระแสน้ำทะเล ไหลบ่าเข้ามา ถึง กรุงเทพฯ ทำให้เรือกสวนไร่นาของราษฎรเสียหายมาก จึงโปรดฯให้เปิดทำนบกั้นและถมคลองลัดโพธิ์ให้ แคบลง) เรียกว่า คลองลัดหลวงโดยให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองควบคุมงานคลอง ลัดทั้งสองให้ประโยชน์ และย่นระยะทางระหว่างปากน้ำกับกรุงเทพฯได้มาก เมืองนครเขื่อนขันธ์ จึงตั้งอยู่ ระหว่างปากคลองลัดโพธิ์และคลองลัดหลวง สามัญชนนิยมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า "ปากลัด" อีกชื่อหนึ่ง และใน พ.ศ. ๒๓๖๕ ก็ได้โปรดฯให้สร้างป้อมเพชรหึง ขึ้นอีกป้อมหนึ่งในการเสริมสร้างกำลังเพื่อป้องกันราชศัตรู ทางทะเลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ทำให้มีการตั้ง และบูรณะเมืองขึ้นใหม่ทั้ง ๒ เมือง คือเมืองนครเขื่อนขันธ์ กับเมืองสมุทรปราการสาเหตุที่ทำให้ต้องบูรณะเมมืองสมุทรปราการใหม่ นั้นเนื่องจากว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงไม่ไว้วางใจญวนนัก เพราะญวนกับไทยมีเรื่อง ขัดใจกันบ่อย ๆเนื่องจากไทยกับญวนต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินเขมร เผอิญในเวลานั้น " อาต๋ากุน" ได้เป็นกษัตริย์ญวน และได้เกณฑ์ไพร่พลขุดคลองลัดตั้งต้นจากทะเลสาบเขมรมาออกทะเลที่เมือง " ไผทมาศ" หรือ " บันทายมาศ"ซึ่งปรากฎในตำนานการสร้างเมืองสมุทรปราการ พระราชพงศาวดารใน รัชกาลที่ ๒ ว่า ได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯตั้งแต่ปีเถาะ เอกศกจุลศักราช ๑๑๘๑ ว่า องต๋ากุน เจ้าเมืองเกณฑ์ ไพร่พลญวนบ้าง เขมรบ้าง ผลัดละ ๑๐,๐๐๐ คน ให้มาขุดคลองแต่ทะเลสาบมาออกเมืองไปไผทมาศเป็นคลอง กว้าง ๑๒ วา ๗ ศอก ดังนั้น จึงทำให้ทางกรุงเทพฯเห็นว่าถ้าญวนขุดคลองนี้เสร็จเมื่อใดก็จะเป็นเหตุ ให้ญวนสามารถยกทัพเรือลัดคลองนี้เข้ามา ตีหัวเมืองชายทะเลของไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อนเพราะเมือง ไผทมาศอยู่ใกล้กับหัวเมืองชายทะเล ตะวันออกของไทย จึงทรงพระราชดำริว่าเมืองสมุทรปราการเดิม เคยเป็นเมืองหน้าด่านปากน้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานี บัดนี้ชำรุดทรุดโทรม มากประกอบกับแม่น้ำเจ้าพระยาตอนหน้าเมืองสมุทรปราการเดิม ก็กว้างขวางมาก (ประมาณ ๒ เท่า ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน) ถ้าข้าศึกยกทัพเรือมาก็อาจเล็ดรอดหรือตีหักเมืองนี้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้ง่ายจำเป็น ที่จะต้องสถาปนาเมืองสมุทรปราการเสียใหม่ ให้มีป้อมปราการชายทะเลที่เข้มแข็งมั่นคง ไว้ป้องกัน ให้เพียงพอ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับเจ้าพระยาคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปเป็นผู้ควบคุม การก่อสร้างเมืองสมุทรปราการ การสร้างดำเนินอยู่ประมาณ ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นทั้ง ๒ ฝั่ง แม่น้ำ จำนวน ๖ ป้อมด้วยกัน ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มี ๒ ป้อม คือ ป้อมนาคราช อันเป็นป้อมปืนใหญ่ และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำ ตรงข้ามกับป้อมนาคราช (ใกล้กับที่ประดิษฐานองค์พระสมุทรเจดีย์เดี๋ยวนี้) ส่วนทางตะวันออก อันเป็นที่ตั้งที่ทำการของเมืองมี ๔ ป้อมด้วยกัน คือ ป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ และป้อมกายสิทธิ์ ทุกป้อมชักปีกกาถึงกัน

ในการสร้างเมืองสมุทรปราการครั้งนั้นสร้างตรงที่ " บางเจ้าพระยา" คือตำบลปากน้ำในปัจจุบัน อยู่ระหว่างคลองปากน้ำกับคลองมหาวงษ์ ได้เริ่มทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๖๕ ครั้นถึงวันพุธ เวลาย่ำรุ่ง ๔ นาฬิกา ๒๔ นาที ได้ฤกษ์เอาแผ่นยันต์ทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และศิลา ลงสู่ภูมิบาทแล้วยกเสาหลักเมือง (ใกล้ตลาดโต้รุ่ง) อันเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวเมือง สมุทรปราการให้ความเคารพนับถือ เพราะถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของสมุทรปราการ สำหรับสถานที่ สำคัญที่เป็นสัญญลักษณ์ของจังหวัด สมุทรปราการ ก็คือ " พระสมุทรเจดีย์" หรือที่เรียกกันว่าเป็นสามัญทั่ว ไปว่าพระเจดีย์กลางน้ำ ในระหว่างที่การสร้างเมืองสมุทรปราการยังไม่แล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัยได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการสร้างเมืองอยู่เสมอ ในโอกาสนั้นพระองค์ได้ทอด พระเนตรเห็นหาดทรายที่เกิดขึ้นที่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ไว้เพื่อเป็น อนุสรณ์ โดยที่ทรงเห็นว่าการสร้างป้อมปราการนั้นก็เพื่อที่จะป้องกันข้าศึกศัตรู ที่จะมาย่ำยีบีทาชาติบ้านเมือง แล้ว ยังเป็นการป้องกันบวรพุทธศาสนา สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์ ให้พ้นจากอริราชไพรี ทั้งหลายแต่โดยเหตุที่ในขณะนั้น เกาะหาดทรายแห่งนี้ยังมีพื้นที่ไม่แน่นพอที่จะก่อสร้างสิ่งใดลงไปได้ ต่อเมื่อ ได้รอจนสร้างเมืองสมุทรปราการเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รีบดำเนินการถมพื้นที่เกาะทันที และให้ พระราชทานนามพระมหาเจดีย์ที่สร้างนั้นว่า " พระสมุทรเจดีย์ " เป็นการล่วงหน้าไว้ แต่การสร้างยัง ไม่ทันเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคตเสียก่อนในปีพุทธศักราช ๒๓๖๗

อนึ่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้มีอุปฮาดเมืองนครพนมพาสมัคร พรรคพวกประมาณ ๒,๐๐๐ เศษ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ได้โปรดฯให้ทำบัญชี สำรวจชายฉกรรจ์จำนวน ๘๖๐ คน แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "ท้าวอินทสาร" (ท้าวอินทพิศาล) บุตรพระยาอุปฮาดเป็นพระยาปลัดเมืองสมุทรปราการดูแลพลพวกนั้นอยู่ที่ สมุทรปราการ สมัยสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์ที่ทำให้ไทยไม่ไว้ใจญวนมากยิ่งขึ้น ทั้งเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ยกทัพมากวาดต้อนครอบครัวไทยที่นครราชสีมา ซึ่งปรากฎว่า มีวีรสตรีไทย คือ คุณหญิงโม ภริยาปลัดเมือง ได้หาอุบายต่อต้านเป็นสามารถ จนเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้ใจเกิดขึ้นเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริ ที่จะเสริมสร้างเมืองสมุทรปราการให้มั่นคงเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในพ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปอำนวยการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมปีกกา ต่อกับป้อมประโคนชัย (สร้างในรัชกาลที่ ๒) และป้อมตรีเพชร ที่ตำบลนางเกรงอยู่ทางทิศเหนือ ของเมืองสมุทรปราการ ส่วนป้อมปีกกาอยู่ทางทิศใต้

old paknam pic old paknam pic

ในปีพ.ศ ๒๓๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาเดชาดิศร เมื่อครั้งดำรง พระยศเป็นกรมขุนเดชาดิศร กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเสพสุนทร และพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่น ณรงคหริรักษ์ (ในรัชกาลที่ ๑) เป็นแม่กองไปควบคุมการก่อสร้างป้อมที่สมุทรปราการอีก ๒ ป้อม คือ ป้อมนารายณ์กางกร และป้อมคงกระพัน ที่ตำบลบางปลากด

ในพ.ศ. ๒๓๘๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปคุมการ สร้าง ป้อมนาคราช ต่อเติมจากที่สร้างในรัชกาลที่ ๒ และสร้างป้อมปีกกาพับสมุทรซึ่งเป็น ป้อมที่อยู่ ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และโปรดฯ ให้ปรับปรุงขยายป้อมผีเสื้อสมุทรที่สร้าง ไว้ที่เกาะกลางน้ำ โดยให้ขยายปีกกาต่อป้อมออกไปอีกทั้งสองข้าง นอกจากนี้ยังให้นำศิลาก้อนใหญ่ ๆ มาถมปิดปากอ่าว ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ๕ กอง เพราะแม่น้ำตอนนั้นกว้างขวางมาก เรือสามารถแล่นเข้ามาได้ง่าย เมื่อถมแล้ว ก็จะเป็นร่องน้ำเดินเรือโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการบังคับให้เรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก ต้องเดินตามร่องน้ำนั้น ร่องน้ำที่เกิดจากการถมหินนั้น เรียกว่า " ร่องน้ำโขลนทวาร "

ในพ.ศ. ๒๓๙๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จมื่นไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) เป็นแม่กองไปก่อสร้างป้อมที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ๑ ป้อม เป็นป้อมขนาดใหญ่กว่าทุก ๆ ป้อมที่สร้าง มาแล้ว คือป้อมเสือซ่อนเล็บสำหรับผู้บัญชาการกองทัพให้มาประจำอยู่ที่ป้อมนี้ ป้อมเสือซ่อนเล็บอยู่ทาง ตอนเหนือของเมืองสมุทรปราการ ที่ตำบลมหาวงษ์ (บริเวณโรงเรียนนายเรือปัจจุบัน) นอกจากทรงโปรดฯ ให้สร้างและต่อเติมป้อมปราการต่าง ๆ แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเริ่มจะดำเนินการสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ นั้น เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเพื่อให้เป็นไปตามพระราช ประสงค์ของพระบรมชนกนาถที่ทรงพระราชดำริไว้ว่ามจะสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำ หน้าเมืองสมุทรปราการ พระองค์จึงโปรดให้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๓๗๐ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีธรรม โศกราช (น้อย ณ นคร) กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองควบคุมก่อสร้างสำเร็จเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑

สมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นราช สีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย ในรัชกาลที่ ๓ ต้นตระกูล ชุมสาย) เป็นนายช่าง เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขำ บุญนาค) หรือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี(บรรดาศักดิ์ ในรัชกาลที่ ๕) เป็นแม่กองควบคุมงาน พระยาอรรคนิกรและพระอมรมหาเดชควบคุมเลขทหารปืนใหญ่ และทหารปืนใหญ่เมืองสมุทรปราการ เป็นผู้ช่วยแม่กอง ทำการบูรณะดัดแปลงแก้ไขแบบและก่อสร้างเพิ่มเติมองค์พระสมุทรเจดีย์เป็นการ ใหญ่ อีกครั้งหนึ่ง

การสร้างเมืองสมุทรปราการและการสร้างป้อมปราการนับตั้งแต่แผ่นดินของพระบาท สมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ มาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ นับเป็นเวลานานถึง ๗๐ ปีเศษ ทำให้บรรดาป้อมปราการต่าง ๆ ที่สร้างไว้แต่เดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมารุกรานได้ ประกอบกับขณะนั้นไทยมีเหตุการณ์วิวาทกับ ฝรั่งเศส ซึ่งเกี่ยวกับดินแดนทางลุ่มแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสพยายามที่จะแผ่อิทธิพลและล่าเมือง ขึ้นทางแอฟริกา และเอเชีย นอกจากนี้พระองค์ยังเห็นว่าได้มีแผ่นดินยื่นงอกออกมาไปในทะเลที่ตำบลแหลมฟ้า ผ่า จึงทรงมี พระราชดำริที่จะสร้างป้อมขึ้นอีกป้อมหนึ่ง ทางปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นป้อมชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำการสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าขึ้น ในบริเวณดังกล่าวซึ่งอยู่ทางฝั่งขวา ของแม่น้ำเจ้าพระยา และได้สร้างเมื่อต้นปี พ.ศ ๒๔๒๗ เป็นป้อมที่ทันสมัย ผู้ที่เป็นหัวแรงสำคัญในการสร้าง ป้อมพระจุลจอมเกล้า ครั้งนั้นเป็นหน้าที่ของกรมทหารเรือโดยตรง ซึ่งมีพระนามและรายนามดังต่อไปนี้

๑. พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

๒. พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เมื่อครั้งมียศเป็นพลเรือจัตวา รองผู้บัญชาทหารเรือ

๓. นาวาเอก พระชำนิกลการ เมื่อครั้งมียศเป็นพันตรี นายสมบุญ (บุณยกะลิน) เจ้ากรมดรงเครื่องจักร

๔. พลเรือโท พระยาวิจิตรนาวี เมื่อครั้งเป็นนายวิลเลี่ยม (บุณยกะลิน) ผู้ซึ่งสำเร็จวิชาช่างกลจากประเทศอังกฤษ เป็นผู้ควบคุมติดตั้งปืนใหญ่ประจำป้อม

๕. ร้อยเอก พอนโฮลด์ เป็นครูสอนวิชาการปืนใหญ่ และเป็นผู้บังคับการป้อมพระจุลฯเป็นคนแรก

อาวุธของป้อมเป็นปืนอย่างทันสมัยในเวลานั้น ขนาด ๖ นิ้ว จำนวน ๗ กระบอก สั่งซื้อจากประเทศ อังกฤษ โดยบริษัท วิคเกอร์อาร์มสตรอง เป็นปืนหลุมยกขึ้นลงได้ด้วยแรงน้ำมัน การสร้าวป้อมพระจุลจอม เกล้านี้ได้เร่งสร้างในระยะคับขันของบ้านเมืองจนแล้วเสร็จทันต่อเหตุการณ์ กล่าวคือ

ดินแดนลาวฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำโขงตกเป็นเมืองขึ้นของไทยมาแต่รัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อฝรั่งเศสได้ญวน และเขมรส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นแล้ว ฝรั่งเศสอ้างกับไทยว่า ดินแดนลาวดังกล่าวเป็นเมืองขึ้นของเขมรและญวน ฉะนั้นดินแดนลาวควรจะเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วย การเจรจาโต้แย้งกันเรื่องพรมแดนนี้เองเป็นกรณีพิพาท ร ะหว่างไทย และฝรั่งเศส ในร.ศ. ๑๑๒ (อ่านที่นี่)

จากกรณีพิพาทในครั้งนี้ ไทยต้องเสียดินแดนที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตลอด จนเกาะทั้งหมดในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสและสิทธิอื่น ๆ อีกหลายประการ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ สอง ที่ได้ทำการรบกับฝรั่ง ประเทศแรกที่ทำการรบกับฝรั่งคือ ประเทศญี่ปุ่น

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกา เลื่อนเมืองสมุทรปราการขึ้นมีฐานะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ และเปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็น จังหวัดพระประแดง ตามความหมายที่มีมาแต่ดั้งเดิมพอถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ อันเป็นสมัยของพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั่วโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องการประหยัดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยุบจังหวัดพระประแดงลงเป็นอำเภอ ไปขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาในระหว่าง สงครามโลกครั้งที่ ๒ (พ.ศ ๒๔๘๔-๒๔๘๗) ประเทศต้องเข้าสู่สงครามด้วยความจำเป็นและเป็นระยะ ที่เกิดภาวะทางเศรษฐกิจและความผันผวนทางการเมือง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบการปกครอง เสียใหม่ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกายุบการปกครองของจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นกับจังหวัดพระนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖

ครั้นพอสงครามโลกสงบลงรัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกา ประกาศตั้งจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวั้นที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยแยกการปกครองออกจากจังหวัดพระนคร และตั้งเป็นจังหวัดสมุทรปราการจนกระทั่งทุกวันนี้

อ่านเรื่อง รถไฟสายแรกของประเทศไทย

จากหนังสือ "ของดีเมืองสมุทรปราการ" วารสารสภาวัฒนธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ๒๕๔๐

 

Comments 

 
+26 # 2009-11-29 06:46
ดีมากกกกกกกกกกก กกกกกกกกกกกกกกก
Reply
 
 
+29 # 2009-12-13 11:19
สุดยอดครับมะเคย รู้มากก่อนเลยนะ นี้
Reply
 
 
+37 # 2009-12-23 03:40
จหวันสมุดปราการ ดีมากกกกกกกกก เเละดีที่สุดเลย
ขอขอบคุฌนะค่ะ
สวัสดีปีใหม่ เเล้ว
Reply
 
 
+31 # 2010-01-04 10:59
จ สมุทรปราการ เมืองโบราณ สนุกมาก อย่าบอกใคร
Reply
 
 
+17 # 2010-01-19 02:55
ดีดีดีดีดีดีดีด ดีดีดีดีดีดีดีด
Reply
 
 
-26 # 2010-01-26 03:05
สมุทรปราการ หนาวมากกกกกกกกก กกกกกก ตากขอบอก
Reply
 
 
+19 # 2010-01-27 14:11
อยากรู้ประวัติส มุทรปราการ
Reply
 
 
+18 # 2010-02-07 13:13
ขอบคุณครับ
Reply
 
 
+11 # 2010-02-07 13:13
ดีมากเลยครับ
Reply
 
 
+12 # 2010-02-09 11:38
มืความรู้อย่างน ี้ต้องยกนิ้วให้ คะ
Reply
 
 
+34 # 2010-02-09 11:45
ดีมากoKo♥
Reply
 
 
+16 # 2010-02-10 10:52
ดีมาก สุดยอด
Reply
 
 
+21 # 2010-02-10 11:17
ดีที่สุด เปิดมา ก็ เจอ เลย
Reply
 
 
+18 # 2010-02-11 03:53
เยี่ยมยอด
Reply
 
 
+24 # 2010-02-23 08:01
รักบ้านเกิดเมือ งนี้ที่สุดล่ะ
Reply
 
 
+33 # 2010-04-16 12:34
ภูมิใจที่สุดที่ เป็นคนสมุทรปราก าร .
Reply
 
 
+21 # 2010-05-13 02:33
อยากรู้ว่าประวั ติการสร้างอะครั
Reply
 
 
+8 # 2010-05-25 11:51
สุดยอดมาก....
Reply
 
 
0 # 2010-05-26 10:46
ไม่มีเเบบภาษาอั งกฤษหรอค่ะ อยากได้จัง

ครูหัยทำเป็นราย งานภาษาอังกฤษง่ ะ T^T จนปัญญา
Reply
 
 
-12 # 2010-05-27 06:18
อา!ยอดมาก
Reply
 
 
+12 # 2010-05-28 01:34
สมุดปราการยอดมา กกกกกกกกกกกก
อิอิ!!!!!!!!!
Reply
 
 
+10 # 2010-05-30 12:39
เยอะมาก...
Reply
 
 
+17 # 2010-05-31 09:26
ประวัติเยอะมากก กกกก สุดยอด >-
Reply
 
 
+8 # 2010-05-31 10:30
สนใจมากก
Reply
 
 
+2 # 2010-05-31 12:39
ยอดเยี่ยมสุดๆ
Reply
 
 
-5 # 2010-06-02 12:25
ก็สนใจน่ะ แต่ว่าน่าจะเยอะ กว่านี้อ่ะ
Reply
 
 
-2 # 2010-06-02 12:52
ประงวัติเยอะดี
Reply
 
 
+2 # 2010-06-06 12:31
ขอบคุณมากนะคะ

เนื้อหาแบ่งเป็น ตอนแต่ละอย่าง เข้าใจง่าย หาง่ายมากค่ะ
Reply
 
 
+14 # 2010-06-06 13:18
ได้ความรูเกี่ยว กับจังหวัดสมุทร ปราการและสามรถน ำไปใช้ในชีวิตรป ระจำวันได้ เช่น นำไปใช้ในการเรี ยนหนังสือ

ขอบคุณมากคับ
Reply
 
 
+12 # 2010-06-08 05:28
ดีมากกกกกกกกกกก กกกกก เคยอยู่
Reply
 
 
+4 # 2010-06-10 09:32
ก็ดีนะ
Reply
 
 
+10 # 2010-06-11 17:26
เราอยู่สมุทรปรา การ
Reply
 
 
+4 # 2010-06-14 10:15
ดีมากขอบคุณที่ม ีประวัติเยอะดี อาจารย์ชอบ
Reply
 
 
+8 # 2010-06-19 13:03
คิดถึงบ้านจังมา ทำงานอยู่สระบุร ี หลายปี แล้วงานพระสมุทร เจดีย์ก้อไม่ได้ ไป บรรญากาศเป็นไงบ ้างไม่รู้ คงสนุก และของถูกอยู่นะ
Reply
 
 
+5 # 2010-07-01 10:55
สุยอมาเลน้าค้า เหลมเลย
Reply
 
 
+6 # 2010-06-27 00:36
ส่งงานครูได้ทุก ชิ้นเลยยยยยยยยย ยยยย
Reply
 
 
+12 # 2010-06-27 00:41
ครูยังชมว่าเอาม าจากไหนดีมาก
คนสมุทรปราการ
Reply
 
 
+8 # 2010-07-01 11:42
ดีจังค่ะ ถ้าละเอียดขนาดน ี้ขอยกนิ้ว
Reply
 
 
+11 # 2010-07-01 11:49
เด็กน่ารักทุกคน คะ อยู่จังหวัดสมุท รปราการอย่าได้ม ีความรุนแรงเกิด ขึ้นเรยนะคะ บ้านเดวกัลหยุดค วามรุนแรง
Reply
 
 
+7 # 2010-07-05 12:58
ขอบคุณค่ะ
Reply
 
 
+13 # 2010-07-06 10:00
เย้ส เเท้งค์ยูเวรี่ม ัช ไอได้รุ้ความรุ้ มากมาย บาย ซียูอเกนเน็กซ์เ ยีย
Reply
 
 
+9 # 2010-07-07 05:28
สุดยอดดดดดดดดดด ดดดด
Reply
 
 
-17 # 2010-07-09 10:50
ขอสั้นๆหน่อยนะไ ด้ไหม
Reply
 
 
-10 # 2010-07-13 11:05
สนุกมากเลย ขอบคุณค่ะ
Reply
 
 
-9 # 2010-07-14 07:22
สนุกมากเลยครับ
Reply
 
 
+4 # 2010-07-15 12:28
ผมเคยเป็นพลทหาร พลัด2/45ประจำขนส่งป้อ มพระจุลแต่ลุงผม เป็นหัวหน้าแผนก ขนส่งป้อมพระจุล เลยให้ผมมาอยู่ป ้อมผีเสื้อสมุทร ในตอนนั้นดีใจมา กมายคับเพราะผมฝ ันไว้ตั้งแต่เด็ กๆแล้วว่าสักวัน จะต้องมาเป็นทหา รที่ป้อมผีเสื้อ ให้ได้มาอยู่ป้อ มผีเสื้อ..และได้มาเจอ..ป๋าชวน..ลุงสิน..และทีขาดไม่ได้เ ลยคือเพื่อนบีคร ับ..ตอนนี้เขาเป็นจ่ าอยู่ที่ป้อมผีเ สื้อด้วย...ปล.คิดวันเก่าๆมากม าย..พลทหาร ภาคภูมิ โพธิ์ผลิ..026.สป.ทร2/45
Reply
 
 
-3 # 2010-07-24 01:31
ดีมากยาวมากเลย very god
Reply
 
 
-6 # 2010-07-24 10:18
ก็ดี ok
Reply
 
 
+1 # 2010-08-09 07:07
ดีครับ
Reply
 
 
+7 # 2010-08-17 13:40
เราควรรักสมุทรป ราการให้มาก มากนะครับ
Reply
 
 
+3 # 2010-08-26 12:56
เราควรรักบ้านเก ิด

ชิมิ ชิมิ
Reply
 
 
+2 # 2010-08-30 06:22
ผมเคยเป็นพลทหาร พลัด2/45ประจำขนส่งป้อ มพระจุลแต่ลุงผม เป็นหัวหน้าแผนก ขนส่งป้อมพระจุล เลยให้ผมมาอยู่ป ้อมผีเสื้อสมุทร ในตอนนั้นดีใจมา กมายคับเพราะผมฝ ันไว้ตั้งแต่เด็ กๆแล้วว่าสักวัน จะต้องมาเป็นทหา รที่ป้อมผีเสื้อ ให้ได้มาอยู่ป้อ มผีเสื้อ..และได้มาเจอ..ป๋าชวน..ลุงสิน..และทีขาดไม่ได้เ ลยคือเพื่อนบีคร ับ..ตอนนี้เขาเป็นจ่ าอยู่ที่ป้อมผีเ สื้อด้วย...ปล.คิดวันเก่าๆมากม าย..พลทหาร ภาคภูมิ โพธิ์ผลิ..026.สป.ทร2/45


Read more: http://www.paknamxxx/thai/history.html#ixzz3qGX6Y2TE
Reply
 
 
-2 # 2010-09-01 11:16
ลองอ่านดูแล้วสน ุกดีและก็ยาวที่ สุดในโลกเลย คร้าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

จาก บิวคร้า
Reply
 
 
-4 # 2010-09-11 04:24
ดีครับ
Reply
 
 
-4 # 2010-09-11 07:45
ดีมากเลยค่ะ
Reply
 
 
+3 # 2010-09-13 10:20
ใครเป็นเจ้าเมือ งสมุทรปราการหรอ ชืออ่าไรหรอ
Reply
 
 
+2 # 2010-09-14 09:58
ขอบคุณมากๆเลยคร ับ
Reply
 
 
0 # 2010-09-17 07:17
ขอบคุณคะ
Reply
 
 
+4 # 2010-09-19 03:28
ดีจัง หนูมีบ้านที่บาง บ่อด้วย
Reply
 
 
+2 # 2010-09-21 13:39
ขอบคุณครับดีใจม าก
Reply
 
 
+6 # 2010-09-23 03:07
ดีมาก
Reply
 
 
+3 # 2010-09-23 03:08
ดีมากคร๊า
Reply
 
 
+6 # 2010-09-26 12:13
สมุทรปราการสวยม าก
Reply
 
 
+8 # 2010-10-06 08:11
ได้อ่านประวัติแ ล้วภูมิใจจัง อืมอยู่มา 36 ปี เพิ่งมาสนใจประว ัติศาสตรของจังห วัด (วันเวลาที่เหลื อไม่รู้ไปทำอะไร ) ที่สนใจก็เพราะว ่าสงสัยในสิ่งที ่ตนเองเห็น เมื่อปี 2535 ห่างมาอีก 2538 2544 คือที่กล่าวมาใน แต่ละปี (เห็น...ผู้ชายรูปร่างกำ ยำนุ่งผ้าเตี่ยว เหมือนคนสมัยโบร าณแต่ไม่ใส่เสื้ อ และเพื่อนมาที่บ ้านก็จะเห็นผู้ห ญิงนุ่งสไบผมยาว ซึ่งแปลก ที่เห็น ไม่ใช่ฝัน) โดยเฉพาะคนรูปร่ างโบราณที่สูงให ญ่ (พอได้อ่านประวั ติแ ล้วเข้าใจแล้วว่าที่ที่ฉันอย ู่ทุกวันนี้แต่อ ดีตกาลมีที่มาที ่ไป (อีกโลกหนึ่งซึ่ งไม่ใช่คนเขาก็ย ังเวียนอยู่คูกั บเรา (คนพระสมุทรเจดี ย์)
Reply
 
 
+4 # 2010-10-06 08:16
บ้านของดิฉันอยู ่ตำบลปากคลองบาง ปลากด และที่ที่ดิฉันอ ยู่เมื่อก่อนคุณ ปู่เล่าให้ฟังว่ า มีเรื่อเอียมจุ๊ นแล่นในท่องร่อง ผ่านท้องร่องที่ (ในซอยวัดแค) จะไปออกคลองวัดโ บสถ์ซึ่งเป็นวัด ที่ประหารหรือตั ดคอนักโทษ แต่ปัจจุบันท้อง ร่องก็เริ่มเล็ก ลง และคนต่างจังหวั ดก็มาอยู่กันมาก มาตราการหรือระเ บียบการดูแลก็ยา กทำให้ขยะเยอะแล ะคนท้องถิ่นก็ไป อยู่ที่อื่นก็มี เหลือแต่คนต่างจ ังหวัด (ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือเข้ามาเป ็นคนท้องถิ่นแทน )
Reply
 
 
+2 # 2010-10-06 08:17
อยากให้มีต้นไม้ และป่าโกงกางกับ ใบที่เรียกภาษาช าวบ้านว่าหนามอี เกง เยอะๆ เพราะป่าชายเลนก ำลังหมดไป
Reply
 
 
-6 # 2010-10-22 17:28
ไม่อยากเชื่อเลย โตที่นี้ไม่เคยร ู้ประวัติระเอีย

ขนาดนี้มาก่อนเล
Reply
 
 
+4 # 2010-11-02 11:14
ดีมะมากเลย
Reply
 
 
+5 # 2010-11-15 05:30
รักสมุทรปราการ
Reply
 
 
+10 # 2010-11-15 09:55
พึ่งจะรู้จักสมุ ทรปราการดีก็วัน นี้แหละ
Reply
 
 
+4 # 2010-11-19 02:44
ดีมากคับ สุด ยอด ด้องกี้ ร.ป.ร
Reply
 
 
+1 # 2010-12-14 05:42
สุดยอดเรยค่ะ
Reply
 
 
+6 # 2010-12-16 13:04
ไม่ต้องหาที่ไหน ไกลเขียนว่าประว ัติสมุทนปราการก ็มาอย่ยางไวค่ะ
Reply
 
 
+1 # 2010-12-16 13:08
ดีมกาๆค่ะ ขอให้อยู่นานๆนะ ค่ ด้วยเกียดของส.ป.ร ค่ะ
Reply
 
 
+1 # 2011-01-08 12:15
ประวัติของจังหว ัดสมุทรปราการดี มากๆ เลยคะ
Reply
 
 
+2 # 2011-01-12 06:21
ชอบสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ๆๆๆๆๆๆๆ
Reply
 
 
+6 # 2011-01-13 15:32
ขอบคุณคะตั้งเเต ่มีคอมไม่เคยรู้ เลยว่าจะมีประวั ติดีๆแบบนี้ ยอดมากๆเลยคะ
Reply
 
 
+12 # 2011-01-19 06:54
แหร่มเลยเข้ามาอ ่านกันเยอะนะจ๊ะ
Reply
 
 
+1 # 2011-01-19 06:55
ดีนะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
Reply
 
 
-4 # 2011-01-21 02:57
ดีคัฟ จาก ชายโจคนxxxเลงกล างซอย ชังเรือง
Reply
 
 
+1 # 2011-01-25 09:30
น่าสนใจมากค่ะ มีสาระ
Reply
 
 
+1 # 2011-01-28 10:47
เนื้อหาดีมาก น่าสนใจ
Reply
 
 
+1 # 2011-02-04 05:33
ของเขาดีจริง
Reply
 
 
0 # 2011-02-05 05:06
very good
Reply
 
 
+2 # 2011-02-11 02:23
เนื้อหาเยอะได้ใ
Reply
 
 
+4 # 2011-02-12 05:47
ชอบจังหวัดสมุทร ปราการจังเลย
Reply
 
 
+1 # 2011-02-12 05:50
ชอบมากเลย
Reply
 
 
+2 # 2011-03-14 16:23
อยู่ปากน้ำสมุทร ปราการมา 42 ปีเพิ่งจะรู้ประ วัติ ขอบคุณมาก ขออนุญาตินำไปเผ ยแพร่นะครับ
Reply
 
 
+4 # 2011-03-15 23:17
ละเอียดดีมากคะ จะพานักเรียนไปเ ที่ยว เย็น26 มีนาคม 2554นี้ขอบคุณนะ คะ
Reply
 
 
+4 # 2011-03-15 23:18
ดีใจจะได้เที่ยว เมืองโบราณอีกคร ั้ง
Reply
 
 
+2 # 2011-03-18 09:57
สุดยอดครับ
Reply
 
 
+8 # 2011-04-06 07:57
เคยได้ทราบจากพร ะสงฆ์ซึ่งเป็นเจ ้าอาวาสรูปหนึ่ง เล่าว่า คำว่าพระประแดง มาจากคำว่า พระปากแดง เนื่องจากพระพุท ธรูปตามวัดต่างๆ ภายในโบสถ์สมัยเ ก่าแถบนั้น ที่ปากทาสีแดง ชาวบ้านจึงเรียก ย่านนั้นว่า ย่านพระปากแดง ต่อมามีการเปลี่ ยนแปลงคำหรือเรี ยกเพี้ยนกันเป็น คำว่า พระประแดง และใช้เรียกกันม าจนปัจจุบัน จริงเท็จอย่างไร ไม่ทราบ เพียงแต่ขอนำเสน อแนวคิดว่าอาจจะ เป็นไปได้
Reply
 
 
+5 # 2011-05-15 09:10
มีประโยชน์สุดๆ เลย
Reply
 
 
+5 # 2011-05-26 06:53
บ้านผมอยู่สามแย กเจดีย์(ตุ้ย)
Reply
 
 
+9 # 2011-05-29 13:50
ดี สุโค่ย!!!ครับมี ข้อมูลเยอะมากเล ยครับ
Reply
 
 
+3 # 2011-05-31 13:47
ขอบคุน มา ค่ะ ที่เอามาลง

ขอให้มีมาเหอะๆณ ค่ะ
Reply
 
 
+6 # 2011-06-04 06:22
สมุทรปราการเป็น เมืองที่น่าเที่ ยวมาก
Reply
 
 
+4 # 2011-06-07 13:53
ขอบคุณมากครับๆๆ
Reply
 
 
+4 # กิ่งหลิว 2012-06-19 11:11
หน้าจะมีประเพณี ที่สำคัญในจังหว ัดสมุทรปราการด้ วยก็ดีนะ
Reply
 
 
+3 # 2011-06-08 04:09
สุดสุดยอดเลย
Reply
 
 
+5 # 2011-06-11 04:48
ยาวมาก
Reply
 
 
+7 # 2011-06-20 06:48
สุดยอดมาก
Reply
 
 
+9 # 2011-06-28 14:14
กดlikeอย่างแรง ละเอียดมากกก ขอบคุณค่ะ
Reply
 
 
+4 # 2011-07-01 13:33
เยี่ยมยอด
Reply
 
 
+12 # 2011-07-02 12:32
เยอะอ่ายังอ่านม ่ายจบเลย
Reply
 
 
+11 # 2011-07-17 09:49
สวยมาก
Reply
 
 
+8 # 2011-07-17 09:49
ดีมาก
Reply
 
 
+3 # 2011-07-17 11:19
ดีครับๆๆ
Reply
 
 
+3 # 2011-07-17 11:20
ดีมากๆๆ
Reply
 
 
+8 # 2011-07-21 07:03
หนูชอบจังหวัดสม ุทรปราการค่ะเป็ นแหล่งท่องเที่ย วที่ดีมากค่ะมีท ั้งจระเข้
Reply
 
 
+13 # 2011-07-21 07:05
หนูชอบจังหวัดสม ุทรปราการมีทั้ง จระเข้หนูเคยไปเ ที่ยวที่ตลาดปาก น้ำที่จังหวดสมุ ทรการและได้ยังไ ปเที่ยวที่วัดพร ะแก้วพระองค์ท่า นใหญ่มากเลยค่ะ
Reply
 
 
+16 # 2011-07-21 10:50
ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆอ่า
Reply
 
 
+10 # 2011-08-06 03:03
สุดยอดมั๊กอ่ ดีมั๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ดีๆๆชอบๆๆ
Reply
 
 
+10 # 2011-08-14 07:55
อยากรู้ว่า. ป้อมจักรกรด ระยะเวลาที่สร้า งเมื่อใดแต่หาไม ่ได้อะ
Reply
 
 
-2 # 2011-08-14 07:55
. ป้อมจักรกรด
Reply
 
 
+9 # 2011-08-14 07:56
สุดยอดมั๊กอ่ ดีมั๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ดีๆๆชอบๆๆ
Reply
 
 
+11 # 2011-08-14 09:48
ดีดีดี มีความรู้ด้วย สุดยอดเลยครับ ผมจะได้ไปบอกใคร ๆ ได้ เวลามีคนถามถึงจ ังหวดตัวเอง ขอบคุณครับบบบบบ บบบบบบบบ
Reply
 
 
+6 # 2011-08-22 07:23
ชอบมากค้า เพราะกำลังทำราย งานพอดีค้า
Reply
 
 
-2 # 2011-09-03 08:04
หวัดดีปราการ
Reply
 
 
+12 # 2011-09-17 11:50
จังหวัดสมุทปราก ารมีวิถีชีวิตดี มากๆเลย แม้ตัวฉันเองจะไ ม่ได้เป็นคน
จังหวัดสมุทปราก าร แต่ตัวฉันเองก็ช อบวิถีชีวิตของช าวสมุทปราการ
และขอขอบคุณเว็บ ไซต์ประวัติสมุท ปราการ ที่มีเรื่องประว ัติให้ได้ทำรายง านของดิฉัน ขอบคุณมากๆค่ะ
Reply
 
 
+9 # 2011-09-19 13:23
เจ๋งเป้ง เท่งมากขอขอบคุณ ที่เอาลงมาวางไว ้ให้ได้ดูกันจะไ ด้รู้เกี่ยวกับก รุงต่างๆๆของประ เทศไทยว่ามันเป็ นอย่างไรที่มามา จากไหน โห่อยากรู้มานาน แล้วแต่xxxเกียด อ่าน
Reply
 
 
+7 # 2011-09-19 15:36
สุยยอดจิง ข้อมูลเยอะดี ขอบคุณมากครับ
Reply
 
 
+8 # 2011-09-21 15:51
ทำรายงานส่งครูค รับ
Reply
 
 
+3 # 2011-09-24 13:32
ชอบจังหวัดสมุทร ปราการมากค่ะ และดิฉันก็คือคน สมุทรปราการ และที่น่าภาคภูม ิใจคือ ดิฉันเรียน โรงประจำจังหวัด สมุทรปราการ
Reply
 
 
+13 # 2011-10-25 12:03
ขอบคุณที่เก็บปร ะวัติของจังหวัด สมุทรปราการเอาไ ว้ให้ลูกหลานดูต ่อไปในอนาคต เราควรภูมิใจที่ เกิดบนแผ่นดินนี ้ ที่เป็นแผ่นดินเ กิด อ่านจบแล้วเกิดส ำนึกรักบ้านเกิด ขึ้นมาแบบไม่รู้ ตัว และที่ดีใจยิ่งข ึ้นไปอีกเพราะบร รพบุรษของเรารับ ใช้แผ่นดินนี้ทุ กผู้คนโดยเฉพาะป ู่ของปู่ของปู่ๆ ๆๆและนามสกุลนี้ ก็ได้รับพระราชท านมาจากการนี้ด้ วย พระยาประเสริฐสา รกิจ, ขุนประเสริฐสารก ิจ คือต้นตระกูลของ เราเป็นต้น
Reply
 
 
-2 # 2011-11-20 02:55
อยากได้เป็นภาษา อังกฤษ
Reply
 
 
+8 # 2011-12-27 08:14
ดีจังเลย
Reply
 
 
+7 # 2011-12-28 06:53
D คับ ขอบ คุน มากๆ เรย คับ จบ!!!!!!!!!!!!! !!!..
Reply
 
 
+8 # 2012-01-24 10:32
ชอบครับ ประวัติความเป็น มามีบอกชัดเจน ชอบมากเลยครับ
Reply
 
 
+6 # 2012-01-27 03:02
สนุกมากมากครับถ ึงผมจะไม่ได้อยู ่ที่จ.สมุทรปราการ ผมก็ชอบจ.นี้มากมากเลยครั บ / ค่ะ อิอิ งุงิงุงิ
Reply
 
 
+7 # 2012-01-27 03:14
ได้สาระดีมากมาก ประวัติเยอะดี
Reply
 
 
+7 # 2012-02-02 12:50
ดีหาความรู้จากท ี่นี้ดีที่สุด
Reply
 
 
+6 # suthon 2012-04-06 03:26
ขอบคุณมากครับ ที่ได้ตวามรู้เพ ิ่มมากขึ้น
Reply
 
 
+6 # ืนอต 2012-05-27 07:49
เจ๋งครับขอบคุณค รับๆๆ!!!~
Reply
 
 
+3 # นิว1345856 2012-05-31 05:36
น่ารู้มากค่ะ
Reply
 
 
+2 # นน 2012-06-06 13:17
ผมมาศึกษาข้อมูล เยอะมาก
Reply
 
 
+6 # kaowzaclub 2012-06-08 14:43
ดีครับ อ. ผมให้เขียนหมดเล
Reply
 
 
+1 # คนน่ารัก 2012-06-12 12:32
ดีค่ะ ชอบมากค่ะ
Reply
 
 
-1 # คนหล่อ 2012-06-25 12:46
ดีครับ ดีมากๆครับ
Reply
 
 
+1 # # คนหล่อ 2012-06-25 12:47
รักคนสมุทรปรากา รครับ
Reply
 
 
+2 # ที 2012-06-25 12:49
ขอบคุณ
Reply
 
 
-1 # ปูนา 2012-07-18 09:30
ดี
Reply
 
 
-3 # tk. 2012-07-19 11:40
ขอบคุณค่ะ
Reply
 
 
-1 # rt 2012-07-26 10:26
น่าร๊ากอะ
Reply
 
 
0 # ไอซ์ซี่ 2012-08-13 08:13
เราอยู่สมุทรปรา การ อยากรู้เหมือนกั นว่าประวัติที่ๆ เราอยู่มันเป็นย ังไง ขอบคุณมากค่ะ ได้ความรู้เยอะเ ลย
Reply
 
 
-2 # 18111993 2012-08-14 02:39
ดี
Reply
 
 
-1 # มด 2012-08-16 02:58
สวยมากค่ะ
Reply
 
 
-4 # 0889700695 2012-08-16 03:00
สวยงามมาก
Reply
 
 
-1 # po 2012-09-05 11:26
ขอบคุณที่ให้ควา มรู้คะ
Reply
 
 
+3 # pan_s 2012-09-09 11:27
ช่วยลูกทำรายงาน เรื่องนี้ได้ผลป ระโยชน์ดีจริงๆ อยู่ปากน้ำตั้งแ ต่เกิด
แต่เพิ่งอ่านประ วัติแบบนี้ ...ลึกซึ้งดีอ่ะ...รักปากน้ำขึ้นเย อะ ว่าแต่จริงๆแล้ว เมืองปากน้ำในอด ีตเป็นหน้าด่านก ารค้าขายตัวเป้ง ...น่าจะเจริญมากกว ่านี้เนอะ...!?
Reply
 
 
-3 # ทานญพัทธ์ 2012-09-12 09:15
คุุุณได้ทำให้คน สป ภาคภูมิใจในถิ่น กำเนิด และรักบ้านเกิดข องตัวเองมากขึ้น คะ ขอบคุณนะคะที่ให ้ความกระจ่างขอบ คุณคะ
Reply
 
 
+3 # เอิร์น 2012-09-14 07:02
สุดยอด
Reply
 
 
-2 # ta 2012-10-06 09:56
ขอบคุณคะที่ให้ค วามรู้
Reply
 
 
-5 # nerng 2012-11-04 03:14
ขอบคุณครับที่ให ้ความรู้เเต่ว่า ทำไมยาวจังเลย
Reply
 
 
+1 # ธนา 2012-11-07 02:57
สวยมากๆๆๆๆคับอย ากไปจังแต่อยู่ก รุง
Reply
 
 
0 # อาร์ 2012-11-20 04:11
ดีมากครับ อิอิ55
Reply
 
 
+2 # ถุงเเป้ง 2012-11-26 07:18
เยอะจริงๆ
Reply
 
 
0 # นิว 2012-11-26 07:21
สนุกจัง
Reply
 
 
-1 # นิศาชล 2012-12-23 07:06
รายละเอียดดีค่ะ
ใครอยากมาดูมาเท ี่ยวก็มากันนะคะ
Reply
 
 
-2 # นุุ่่น 2012-12-23 07:08
ขอบคุณที่ให้ควา มรู้ ขอบคุณจริงๆค่ะ
Reply
 
 
+3 # ออม 2013-02-08 03:22
ขอบคุณที่ให้ควา มรู้เรา
Reply
 
 
+1 # ต้า 2013-06-01 10:49
ขอบคุณสำหรับข้อ มูลดีๆครับ ^ ^
Reply
 
 
-1 # เพชร 2013-06-04 05:04
สุดยอด
Reply
 
 
-1 # kun love 2013-06-06 13:44
ฉันรักสมุทรปราก าร
Reply
 
 
+1 # kun love 2013-06-06 13:45
ขอบคุณสำหรับข้อ มูล
Reply
 
 
+1 # กุล 2013-06-06 13:47
ขอบคุณสำหรับข้อ มูล
Reply
 
 
0 # Janjira Wannapeuk 2013-06-08 09:29
ส.ป สวยคร๊า
Reply
 
 
+1 # leng 2013-06-12 02:22
ขอบคุณคับ
Reply
 
 
+1 # อาม 2013-06-20 02:39
เรารักสมุทรปราก ารครับ
Reply
 
 
+1 # บอส 2013-07-15 12:47
มีเพื่อนอยู่สมุ ทรปราการพอดีเลย และดีมากกกกกกกก กกกกกกกกกก
อยากรู้อยู่พอดี
Reply
 

Add comment

Follow us for Live Updates and Pictures on Twitter!
ติดตามอัพเดทล่าสุดที่ ทวิตเตอร์

คอมเม้นล่าสุด

NEWS - ข่าวน่าสนใจ


Car Free Day in Samut Prakan 2012
International Car Free Day is an international event that takes...


Free Entry to Ancient Siam this week
One of the places that I always recommend to visit...


ตักบาตรพระ 11,111 รูป สมุทรปราการ
เทศบาลนครสมุทรปราการ ร่วมกับ สมาคมพุทธรักษา ภาคีสหพันธ์รวมใจไทยทั้งชาติ ชมรมชาวพุทธสมุทรปราการ เครือข่ายชาวพุทธและภาคเอกชน กำหนดจัด “โครงการตักบาตรพระ 11,111 รูป...


Paknam Post Newspaper January 2012
PAKNAM POST NEWSPAPER: The latest edition...


Children's Day 2012
Ms. Wanida Bunprakhong, Governor of Samut Prakan, on Saturday 14th...

หนังสือพิมพ์ ปากน้ำโพสต์ ประจำเดือน เมษายน 53

เรื่องเด่น

We have been working so hard and need caffeine to survive, if you like our services then please buy us a cuppa coffee to keep things going.