|
"จากการที่เราได้โปรโมตจังหวัดสมุทรปราการมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เรารู้สึกภูมิใจที่มีผู้เข้าชมเวบไซด์ paknam.com มากกว่าห้าแสนคนจากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก"
|
| วัดจังหวัดสมุทรปราการ |
|
จังหวัดสมุทรปราการ มีวัดทั้งหมด 123 แห่ง โดยอยู่ในอำเภอเมือง 25 วัด อำเภอพระประแดง 38 นัด อำเภอบางพลี 13 วัด อำเภอบางบ่อ 22 วัด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ 16 วัด และกิ่งอำเภอบางเสาธง 9 วัด วัดที่มีความเก่าแก่และมีอายุเกิน 200 ปี ขึ้นไปมีถึง 24 วัด และเป็นวัดที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงมีหลายวัดดังนี้ วัยชัยมงคล วัดบางโฉลงใน วัดพิชัยสงคราม วัดบางพลีใหญ่ใน วัดโปรดเกศเชษฐาราม วัดทรงธรรมวรวิหาร วัดเสาธงกลาง วัดไพชยนต์พลเสพย์ วัดสาขลา เป็นต้น พระเจดีย์กลางน้ำ - Phra Samut Chedi
เริ่มสร้างเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จมาสร้างเมือง สมุทรปราการเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ ในครั้งนั้นพระองค์ทอดพระเนตรเห็นหาดทรายที่งอกอยู่ท้ายเกาะผีเสื้อสมุทรทรง มีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นบริเวณนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับเจ้าพระยาพระคลังเป็นผู้อำนวย การสร้าง เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอู่หัว ทรงเป็นธุระจัดการสร้างพระสมุทรเจดีย์ต่อไปตามพระราชประสงค์ของพระราชธิดา โดยทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาศรีธรรมราชกับพระยาพระคลังเป็นแม่กองในการก่อสร้าง ใช้ชาวลาวที่ติดตามเจ้าอนุวงศ์มาพระราชทานเพลิงศพพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็น แรงงานขนต้นตาลมาจากเพชรบุรีมาฝังเป็นฐานรากของพระเจดีย์ วัดพิชัยสงคราม - Wat Pichai Songkram
วัดพิชัยสงครามเป็นวัดที่เก่าแก่มาแต่โบราณสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2253 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระไม่มีปรากฏว่าผู้ใดสร้างวัดนี้แต่ เดิมมีชื่อว่าวัดโพธิ์ส่วนชื่อวัดพิชัยสงคราม นั้นเปลี่ยนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่าวัดนอก เนื่องจากว่าสมัยก่อนนั้นวัดตั้งอยู่นอก ตัวเมือง วัดพิชัยสงคราม ตั้งอยู่เลขที่ 906 ถนน ประโคนชัย หมู่ที่ 1 ตำบล ปากน้ำ อำเภอ เมืองฯ จ. สมุทรปราการสังกัด คณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 11ไร่พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบตั่งอยู่ฝั่งตะวันออกของปากแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใน วัดมีอาคารเสนาสนะต่างๆ ดังนี้ อุโบสถสร้างสมัยอยุธยากว้าง 9 เมตร ยาว 21 เมตร วิหารกว้าง 5.20 เมตร ยาว 8.07 เมตร ศาลาการเปรียญกว้าง15.80 เมตร ยาว24.80 เมตร สร้างด้วยไม้ กุฎีสงฆ์จำนวน35 หลัง ส่วนมากเป็นอาคารไม้ หอระฆัง หอไตร ฌาปนสถาน สุสาน ในด้านการศึกษาทางวัดให้การสนับสนุนโดยสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมมีอาคาร เรียน1หลัง มีเจ้าอาวาสผู้ปกครองวัดเท่าที่ทราบนามคือ สมเด็จเจ้าทัต พระอธิการพุ่มและพระครูประสาทยติคุณ วัดในสองวิหาร ตั้งอยู่ที่ถนนศิริราษฎร์ศรัทธา ต. ปากน้ำ อ. เมือง วัดนี้สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2170 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอุโบสถหลังเก่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา มีพระประธานปางมารวิชัย, พระพุทธรูปปางสมาธิ ปางห้ามสมุทรพระอัครสาวกรวม 8 องค์ ส่วนในพระวิหารมีพระพุทธรูปอีก 11 องค์, มณฑป มุงหลังคาด้วยกระเบื้องว่าวสีเขียว เหลือง ฯลฯ วัดกลางวรวิหาร - Wat Klang Worwihan
ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างเมื่อไร สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างสมัยพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่สร้างวัดนี้เป็นหญิงม่าย ๓ คน สร้างวัดนี้ให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุรูปหนึ่งที่ลอยเรือจอดอยู่ เมื่อครั้งตอนที่ถางป่าเตรียมสร้างวัด คนงานพบแหวนทองคำโบราณที่ใต้ต้นตะโก จึงเรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดตะโกทอง” ต่อมาภายหลังได้เรียกชื่อว่าวัดกลาง เพราะเหตุว่าอยู่ระหว่างวัดนอก (วัดพิชัยสงคราม) ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่ายึดกรุงศรีอยุธยาได้เมืองปากน้ำถูกทหารพม่าเข้ามากวาดต้อนผู้คน อาจารย์ชีเจ้าอาวาสหนีหายไป อาจารย์ดา มหาอินทโชติน้องชายเจ้าอาวาส และญาติหนีไปอยู่บ้านคานรูด อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี วัดนี้จึงถูกทิ้งล้างไป เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่พม่าไปแล้ว อาจารย์ดาและญาติได้กลับมาที่วัดกลาง ช่วยกันบูรณะซ่อมแซมวัดให้เหมือนเดิม ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงเสด็จเมืองปากน้ำอยู่เนืองๆ จึงโปรดให้มีการปฏิสังขรณ์พระอารามทั้งหมด และวัดนี้ได้ถูกยกเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖ ปัจจุบัน วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการศึกษาพระพุทธศาสนาของจังหวัดสมุทรปราการ ได้ส่งเสริมการศึกษาธรรมะของพระภิกษุ สามเณรและประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาของจังหวัดอีกด้วย วัดอโศการาม - Wat Asokaram
ตั้งอยู่ที่ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการมีทางเข้าวัดด้านถนนสุขุมวิท วัดแห่งนี้มีพื้นที่ด้านใต้ติดทะเลอ่าวไทย พื้นที่โดยรอมเป็นป่าชายเลน วัดแห่งนี้จึงมีนกน้ำ ปูก้ามดาบ ปลาตีน จำนวนมากให้ชม มีความวิเวกเหมาะแก่การอบรมวิปัสนา ปูชนียสถาน วัดนี้พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเช้ามื้อเดียว ไม่มีการจัดงานมหรศพสมโภชใดๆ ไม่มีศาลาสวดศพหรือเมรุเผาศพ ยกเว้นกรณีที่พระภิษุของวัดมรณภาพ หรืออุบาสก อุบาสิกาที่ถวายตัวเป็นศิษย์ถึงแก่กรรมก็จะมีการสวดศพและเผาศพในวัด ปัจจุบัน มีถนนในโครงการพระราชดำริเพื่อกั้นน้ำทะเลท่วมผ่านด้านหลังวัด อีกทั้งสามารถเห็นอ่าวได้ชัดเจนจึงมีผู้เข้าชมทัศนียภาพยามเย็นกันมาก วัดป่าเกด - Wat Paket
อยู่ที่ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง สร้างเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระสังฆราช ( ด่อน ) แห่งวัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฏ์ วัดแห่งนี้มีของสำคัญหลายอย่าง เช่น ในอุโบสถหลังเก่าตามฝาผนังมีภาพเขียนเกี่ยวกับพญามาร ที่จะเข้ามาทำร้ายพระพุทธเจ้า ภาพนักดนตรี ภาพการลงโทษผู้ร้ายสมัยโบราณ ภาพการประหารชีวิตด้วยวิธรการต่างๆ ภาพการทิ้งมะนาวในงานศพ ภาพยุทธหัตถี ภาพปราสาทราชวัง ภาพทวารบาล ฯลฯ ผู้วาดภาพเหล่านี้เป็นคนสมัยรัตนโกสินทร์ราวรัชกาลที่ 3 มีคติความเชื่ออย่างอยุธยาแต่น่าเสียดายปัจจุบันภาพลบเลือนไปหลายแห่งฝาผนัง ด้านนอกและลายปูนปั้นขอบหน้าต่างเปื่อยยุ้ย จึงต้องปิดประตูไม่เปิดให้ใช้ตามปกติ แต่ก็ยังเปิดให้เฉพาะผู้สนใจเข้าชมได้ ที่หน้าอุโบสถเก่ายังปรากฏพระเจดีย์ 2 องค์ แต่ส่วนยอดและลวดลายชำรุดเกือบหมดเช่นกัน อย่างไรก็ตามกรมศิลปากรก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว วัดทรงธรรมวรวิหาร - Wat Songtham Wihan
อยู่ที่ตำบลท้ายตลาด อำเภอพระประแดง เป็นวัดวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 2 สร้างมาพร้อมกับการสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ กุฏิและพระอุโบสถหลังเดิมนั้นสร้างด้วยไม้ แต่พุพังไปตามกาลเวลา จึงต้องรื้อ วัดนี้สร้างเพื่อให้ชาวที่อพยพมาอยู่ที่นี่ใช้ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เป็นวัดคู่เมืองนครเขื่อนขันธ์ ที่ตั้งเดิมอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงโรงเรียนอำนวยวิทย์ปัจจุบัน เมื่อเจ้าพระยาน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิ์พลเสพเป็นแม่กองสร้างป้อมเพชรหึงและ ขยายเมืองนครเขื่อนขันธ์ ได้ย้ายวัดเข้ามาอยู่ในเขตกำแพงเมือง ต่อมาพระยาดำรงราชพลขันธ์ ( จุ้ย คชเสนีย์ ) ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ตามโปรดเกล้าฯของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว โดยสร้างพระอุโบสถ ศาลา พระวิหาร ในภายหลังมีการสร้างพระมหารามัญเจดีย์ ธงเขี้ยวตะขาบ ส่วนเจดีย์เดิมที่ชาวมอญสร้างยังอยู่ในโรงเรียนอำนวยวิทย์ ความสำคัญอีกอย่างของวัดนี้คือเคยใช้เป็นที่ดื่มน้ำพิพัฒนสัตยาของเหล่าข้า ราชกาลจังหวัดพระประแดง ในช่วง พ. ศ. 2461 – 2475 ระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เมื่อเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยได้เลิกพิธีนี้ สิ่งของเครื่องใช้ที่สำคัญกระจัดกระจาย แต่ยังเหลือธงประจำมณฑลเก็บรักษาไว้ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม อนึ่งวัดแห่งนี้ปัจจุบันมีห้องสมุดที่เก็บรักษาเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ หลายอย่าง วัดนี้ใช้เป็นที่ให้ชาวมอญทำพิธีในวันสงกรานต์ใช้เล่นสะบ้ามอญและอื่นๆ วัดบางพลีใหญ่ใน ตั้งอยู่ริมครองสำโรง ในเขตอำเภอบางพลี เล่ากันว่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระองค์ยกกองทัพไล่ข้าศึกมาทางตะวันออกของกรุงศรีอยุธยา จนถึงตำบลแห่งหนึ่งที่ไม่รู้จักชื่อ พระองค์ได้สั่งให้ทหารหยุดพัก ฯ ที่แห่งนี้พระองค์ได้ให้ตั้งศาลเพียงตาพร้อมเครื่องเซ่นสังเวยเพื่อบวงสรวง หาฤกษ์ยามตามตำราพิชัยสงคราม โดยตั้งจิตรอธิฐานว่า ถ้าพระองค์มีบุญญาธิการปกครองไพร่ฟ้าประชาชน ทั้งบ้าเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ขอให้พระองค์มีชัยต่ออริราชศัตรู ครั้นหลังจากเสร็จศึกสงครามได้รับชัยชนะแล้ว พระองค์ได้ยกทัพกลับเส้นทางเดิมและผ่านตำบลนี้อีก จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาที่ประมับเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ เรียกพลับพลานี้ว่า “พลับพลาชัยชนะสงคราม” ในเวลาต่อมาชาวบ้านได้สร้างวัดขึ้น ตั้งชื่อวัดว่า “วัดพลับพลาชัยชนะสงคราม” ส่วนชื่อของตำบลได้เรียกว่าตำบลบางพลี นานไปเรียกวัดนี้ว่าวัดบางพลีตามชื่อตำบล วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญคือ หลวงพ่อโต หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปในสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย ( สะดุ้งมาร ) หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ตามประวัติเล่ากันว่า เมื่อ ๒๐๐ ปีมาแล้ว มีพระพุทธรูป ๓ องค์ ลอยมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา สันนิษฐานว่าชาวกรุงเก่าอัญเชิญลอยลงน้ำเพื่อหนีภัยจากพม่าที่มาตีกรุง ศรีอยุธยา ระหว่างทางชาวบ้านได้อัญเชิญท่านขึ้นมาจากน้ำหลายแห่งแต่ไม่สำเร็จ เช่นที่ตำบลสามเสนจนลอยทวนน้ำมาถึงที่สามปทวน ในจังหวัดฉะเชิงเทราปัจจุบันก็ฉุดไม่ขึ้น ลอยเรื่อยมาถึงบางประกงที่เรียกว่าบางพระ ก็ยังฉุดขึ้นไม่สำเร็จ พระพุทธรูปทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำต่อไปจนกระทั่งองค์หนึ่งไปฉุดขึ้นที่วัด โสธร องค์ที่ ๒ ฉุดขึ้นที่บางพลี คือหลวงพ่อโต องค์ที่ ๓ ฉุดขึ้นที่บ้านแหลม จังหวัดสมุทรสาคร เรียกว่า หลวงพ่อวัดบ้านแหลม สำหรับหลวงพ่อโต ที่บางพลีนี้ได้ประดิษฐานไว้ในวัดบางพลีใหญ่ ทุกปีในเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ชาวบางพลีร่วมกันจัดงานประเพณีรับบัวโดยจัดขบวนเรือแห่หลวงพ่อโต เมื่อเรือผ่านที่ใดชาวบ้านจะโยนดอกบัวลงไปสักการะ ในงานนี้มีมหรสพ การละเล่นพื้นบ้าน และมีการแข่งเรือ ถือเป็นงานสำคัญงานหนึ่งของจังหวัดสมุทรปราการ วัดไตรสามัคคี วัดไตรสามัคคีตั้งอยู่ที่บางเมืองหมู่ที่ 1 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 10 ไร่อาณาเขต ทิศเหนือติดกับโรงเรียน ทิศใต้ติดกับโรงงานรถเบนซ์ ทิศตะวันตกติดกับที่ดินคุณจวง ที่ธรณีสงฆ์มี3แปลง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น จำนวน10ไร่ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม ภายในวัดมีอาคารเสนาะสนะต่างๆดังนี้ อุโบสถกว้าง 40 ม. ยาว 80 ม. กุฎีสงฆ์จำนวน 16 หลัง ส่วนมากเป็นอาคาร 2 ชั้น ศาลาการเปรียญสร้าง พ.ศ.2519 สำหรับปูชนียวัตถุ ุมีพระพุทธโสธรจำลองและรอยพระพุทธบาทจำลอง วัดไตรสามัคคี ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นสร้างเมื่อวันที่12 มิถุนายน พ.ศ.2515 มีนายจวง อ้นโต น.ส. ศรีประไพ น.ส.ศรีประภา เพช็รสมุทร ร่วมกันบริจาคที่ดิน นายจวง อ้นโต เป็นผู้ดำเนินการสร้าง กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งเป็นวัด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2516 ที่ได้นามวัดเช่นนี้ โดยเอาเหตุผลที่ผู้บริจาคที่ดินมีสามรายด้วยกันวัดไตรสามัคคี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2521 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตรการศึกษา ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2515 จำนวนนักเรียนธรรมพระภิกษุ 40 รูป สามเณร 8 รูปนอกจาก นี้ยังได้สนับสนุนการศึกษาของชาติ โดยให้ทางราชการสร้างโรงเรียนในที่ดินของวัด มีเจ้าอาวาสจำนวน 3 รูป คือ พระอาจารย์พิณ ญาณวโร พ.ศ. 2514 - 2519 พระมหาอดิศักดิ์ ญาณเตโช พ.ศ. 2520 - 2525 พระอธิการบุปผา ฐานธมโมอายุ 37 ปี พรรษา 10 ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบันขณะ นี้วัดไตรสามัคคี มีพระภิกษุจำพรรษา65 รูป สามเณร 8 รูป แม่ชี 1 คน ศิษย์วัด 25 คน |
||||||||||||
| Last Updated on Monday, 18 May 2009 |
No current events.


Latest News Feed (Thai)