|
1. ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
อยู่ที่ตำบลตลาดอำเภอพระประแดง สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2365 เป็นหลักเมืองเก่าของอำเภอพระประแดง ในสมัยเมื่ออำเภอนี้มีฐานะเป็นเมือง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่ชาวเมืองเคารพนับถือมาก
2. พระสมุทรเจดีย์
ตั้งอยู่ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ พื้นที่เดิมเป็นเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเจดีย์อยู่กลางน้ำ ปัจจุบันฝั่งขวาตื้นเขินเดียวกัน แต่ผู้คนก็ยังเรียกว่าพระเจดีย์กลางน้ำ
3. เมืองโบราณ
เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ ตั้งอยู่ในเขต ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง เป็นศูนย์รวมปูชนียสถานที่สำคัญๆของแต่ละจังหวัด เช่นเขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง วัดมหาธาตุสุโขทัย พระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุเมืองนคร พระธาตุไชยา ฯลฯ โดยสร้างให้มีขนาดเล็กลง บางแห่งเท่าแบบจริง การสร้างฝีมือประณีต เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สำคัญ ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า เรื่องราวของประเทศไทยจะศึกษาได้จากเมืองโบรารแห่งนี้
4. พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ
เป็นที่รวมของข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกองทัพเรือไทยและยุทธนาวีครั้งสำคัญๆ นอกจากนั้นยังมีเรือจำลองสมัยต่างๆ เช่น เรือที่ใช้ในพระราชพิธีกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคเรือรบหลวงพระร่วง เรือหลวงมัจฉานุซึ่งเป็นเรือดำน้ำลำแรกของกองทัพเรือไทย
5. ป้อมพระจุลจอมเกล้า
เป็นป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการป้องกันอธิปไตยของชาติซึ่งได้ทำการยิงต่อสู้กับอริราชศัตรูมาแล้ว ครั้งหนึ่งเมื่อร.ศ. 112(พ.ศ.2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ไทยอีกนาน เพราะในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทางเห็นว่าประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่างๆที่อยู่ติดดินแดนไทยถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้วนับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับ ประเทศเล็กๆอย่างประเทศไทยเรา พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่างๆทางปากน้ำโดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทางเรือมาเป็นที่ปรึกษาวางแผนในการ ปรับปรุงกิจการทางเรือในครั้งนี้ด้วยปัจจุบันผู้เข้าชมป้อมนี้ต้องขออนุญาติทางราชการเนื่องจากเป็นที่ตั้งกองทหารเรือนาวิกโธิน
6. ป้อมแผลงไฟฟ้า
เป็นป้อมปราการแห่งหนึ่งของฐานทัพเรือเมืองนครเขื่อนขันธ์สร้างในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เมืองนครเขื่อนขันธ์เป็นเสมือนหนึ่งฐานฐัพด้านปากน้ำเจ้าพระยาเป็นเมืองที่มีป้อมปราการหลายแห่ง โดยพระบาทสม เด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชดำริที่จะป้องกันพระราชอาณาจักร
7.วัดโปรดเกศเชษฐาราม
เป็นอารามหลวงชั้นตรี พระยาเพชรพิชัยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะสถาปัตยกรรมเด่นคือ พระอุโบสถมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมอญเก่า ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหน้าบันมีศิลปปูนปั้นลายเครือเถา ประดับเครื่องลายคราม ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยพระวิหารมีลักษณะ สถาปัตยกรรมเช่นเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์พระพักตร์งามมาก เหนือหน้าต่ามีภาพปริศนาะธรรมเป็นศิลปะตะวันตกซึ่งหาดูได้ยาก นอกจากนั้นยังมีพระมณฑป หลังคามุงด้วยกระเบื้องราง รายล้อมด้วยเก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปางค์ ที่มุมทั้งสี่ด้าน ภายในมีพระมณฑปมีพระพุทธและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุก
8. ศาลพระเสื้อเมือง
ตั้งอยุ่ที่ตำบลตลาด อำเภอพระแดง สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองพระประแดง ในปี พ.ศ.2357 สิ่งที่สำคัญคือ โบราณศิล วัตถุในศาล ชาวบ้านถือว่าเป็นสถานที่ศักสิทธิ์
9. สถานตากอากาศบางปู
เป็นสถานที่ตากอากาศที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน และเป็นสถานที่พักฟื้นและพักผ่อนของกรมพลาธิการทหารบก ภายในมีสวนดอกไม้ประดับ มีร้านอาหาร ในระยะเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมพาภันธ์จะมีนกนางนวลอพยพมาหากิน อยู่ตามชายหาด เป็นธรรมชาติที่น่าชมมาก
10. สวางคนิวาส
อยู่ที่ถนนสุขุมวิท กิโลเมตรที่ 31 มีเนื้อที่ 60ไร่เศษ เป็นสถานที่พักผ่อนของสภากาชาติไทยที่น่าท่องเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจ เปิดสวนสาธารณะและสถาที่พักฟื้นสำหรับคนทั่วไปภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ปลาปัจจุบันเทศบาลเมือง พระประแดงได้ทำการบูรณะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนโดยบริเวณข้างบนของป้อมให้จัดปืนใหญ่ หลายกระบอกตั้งไว้ให้ชมรอบๆ บริเวณจัดปลุกต้นไม้ให้ร่มรื่น
11.พิพิธภัณฑ์เปลือกหอย
เป็นพิพิธภัณฑ์ของเอกชน ตั้งอยู่ที่ 125 ถนนสุขุมวิท อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยแห่งแรกในประเทศไทย ภายในเรือนไทยจัดแสดงเปลือกหอยต่างๆ ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ อาทิ หอยนางรมล้านปี ซึ่งเป็นหอยเก่าแก่ หอมหมวกเกราะรูปร่างคล้ายหมวกอุศเรน มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เกือบเท่าศีรษะคน หินม่วงเปลือกสีม่วงใส ปัจจุบันได้ย้ายไปตั้งที่ระยองรีสอร์ท จังหวัดระยอง
12.ฟาร์มจระเข้
ตั้งเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นฟาร์มจระเข้ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในเป็นสถานที่เพาะเลี้ยงจระเข้ มีการแสดงวิธีการจับจระเข้ด้วยมือเปล่า นอกจากนี้ยังมีส่วนวัตว์ซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ ช้าง ลิงซิมแปนซี นกกระจอกเทศ อูฐ ฯลฯ
13.วัดกลางวรวิหาร
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างในสมัยอูธยาตอนปลาย เดิมชื่อวัดตะโกทอง พระอุโบสถได้รับการ ปฎิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่3 หน้าบันมีลายปูนปั้นประดับเครื่องลายคราม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง ปฐมสมโพธิกาถาต่อมามีการสร้าง พระมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาท4รอย นอกจากนี้ยังมีศาล การ เปรียญเป็นเรือนไทยหมู่ไม้สักทั้งหลัง หน้าบันมีลวดลายไม้สลักละเอียดอ่อนสวยงามควรแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง
14.วัดอโศการาม
วัดนี้เป็นวัดใหม่ เป็นสำนักวิปัสสนาที่มีชื่อเสียง สิ่งที่น่าชมมากคือพระธาตุหมู่รวม 13 องค์ หมายถึง ธุดงควัตร 13 ของพระธุดงค์นั่นเอง สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2505 ในวันอาทิตย์และวันธรรมสวนะจะมีพุทธศาสนิกชนไปนั่งวิปัสสนาที่วัดนี้กันเป็นจำนวนมาก
15.วัดไพชยนต์พลเสพราชวรวิหาร
เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ในพระอุโบสถมีพระประธานปูนปั้นบุทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบกยอดปรางค์จตุรมุข อยู่ในอำเภอพระประแดง
16.วัดทรงธรรมวรวิหาร
เป็นวัดเก่าแก่ในพระพุทธศาสนารามัญนิกาย สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท มีพระรามัญเจดีย์ใหญ่ ศิลปะรามัญ พระวิหารก่ออิฐถือปูนมีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้สักภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง
17.ป้อมเมืองปากน้ำ
เนื่องจากจังหวัดสมุทรปราการ เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดจังหวัดหนึ่ง จึงได้มีการสร้างป้อมปราการขึ้น ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 กว่า 24 ป้อม เช่น ป้อมพระจุลจอมเกล้าฯ ป้อมผีเสื้อสมุทรป้อมวิทยาคม ป้อมมหาสังหาร ป้อมศรัตรูพินาจ ป้อมจักรกลด ป้อมเพชรหึง ป้อมพระจันทร์พระอาทิตย์ ป้อมประโคนชัย ป้อมปราการ ป้อมกายสิทธิ์ ป้อมนาคราช ป้อมพระกาฬ ป้อมตรีเพชร ป้อมปีกกา ป้อมคงกระพัน ป้อมนารายณ์การกร ป้อมพับสมุทร ป้อมเสือซ่อนเล็บ
18.พระธุตังคเจดีย์
พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม เป็นปูชนียสถานที่สำคัญอันศักดิ์สิทธิ์และสวยงามของจังหวัดสมุทรปราการ พระธุตังคเจดีย์เป็นหมู่พระเจดีย์กลุ่ม มี 13 องค์ เป็นศิลปรัตนโกสินทร์ยุคต้นพุทธศตวรรษที่ 25
19.หอพระไตรปิฎกหรือหอไตร
เมืองโบราณมีให้ชม 2 หลัง หอพระไตรปิฎกคือ ห้องสมุดที่ทางวัดเก็บรักษาพระไตรปิฎกและหนังสือทางพุทธศาสนา ในสมัยโบราณนิยมสร้างไว้กลางน้ำเพื่อให้พ้นจากมดปลวก หอพระไตรปิฎกหลังหนึ่งในเมืองโบราณนำมาจากวัดใหญ่ อำเภอบางคนทีจังหวัดสมุทรสงครามมีลักษณะเป็นหอสูงภาพฝาผนังด้านนอกอาคารเป็นภาพพุทธประวัติฝีมือเก่า อันสูงค่า และมีหอระฆังที่เมืองโบราณได้มาจากวันเดียวกันหอพระไตรปิฎกอีกหลังหนึ่งเมืองโบราณ สร้างขึ้นตามศิลปะล้านช้างของชาวภาคอีสาน
20. พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 12 ไร่ ของบริษัท ธนบุรีประกอบยนต์ จำกัด ตำบลสำโรงทาบ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ และปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป ช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก14-17ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้าง เป็นฐาน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสาภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก, เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี, การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่อง รามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2371 3135-6 โทรสาร. 0 2380 0304
21. ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง
เป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณตำบลบางน้ำผึ้ง เป็นการร่วมมือระหว่าง อบต.บางน้ำผึ้ง และชาวบ้านในชุมชนสร้างตลาดน้ำแห่งนี้เพื่อหาทางแก้ไขภาวะผลผลิตล้นตลาด ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของตลาดน้ำแห่งนี้ คือ วิถีชีวิตชาวบ้านริมคลอง ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ และยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอาหารที่มีชื่อเสียงของชุมชน ได้แก่ ดอกไม้เกล็ดปลา ปั้นธูปสมุนไพร หอยทอดขนมครก และมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรือพายให้บริการ อัตราค่าเช่าลำละ 20 บาท และยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน และชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามของสวนผลไม้ในชุมชน โดยเช่าจักรยานในราคา 30 บาท ต่อคัน ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งจะมีเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 14.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายก อบต. น้ำผึ้ง โทร.0 1171 4930 สำนักงาน อบต. บางน้ำผึ้ง โทร.0 2819 6762
|